7 “บทเรียนชีวิต” ที่คน 95% ได้เรียนรู้…เมื่อสายเกินไป

การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิตจะตัดสินว่าอนาคตของคุณจะเป็นอย่างไร บทเรียนชีวิตเต็มไปด้วยภูมิปัญญา เพราะเราเรียนรู้มันมาได้อย่างยากลำบาก ช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตสอนบทเรียนให้กับเรามากมาย

ระหว่าง B(Birth : เกิด) กับ D(Death : ตาย) เราจะมี C(a Choice : เลือก) ชีวิตเรามีทางเลือกเสมอ คุณสามารถเลือกตัดสินใจได้ว่าอะไรจะเป็นขั้นตอนต่อไปในการสร้างชีวิตที่คุณต้องการ การใช้พลังแห่งการเลือกให้ดีจะทำให้คุณเข้าใกล้ชีวิตในอุดมคติของคุณไปอีกก้าวหนึ่ง

หวังว่าฉันจะรู้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในชีวิต โดยไม่ต้องรู้สึกเสียดายอีกต่อไป เรามาตระหนักและจมลงไปในบทเรียนเหล่านี้ด้วยกัน

1. แคร์ความคิด ของคนอื่นมากเกินไป

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน มีวิธีคิดหรือมาตรฐานอย่างไร คุณมีสิทธิ์ที่จะทำตามสิ่งที่ใจคุณต้องการ แต่เมื่อทุกการตัดสินใจของคุณถูกกำหนดโดยวิธีที่ผู้อื่นมองคุณเข้ามา นั่นคือสัญญาณอันตราย

บ่อยครั้งที่เรากลัวหรือกลัวเกินไปที่จะออกจาก Comfort zone เพราะทุกการตัดสินใจของเราจะถูกจับตามองโดยผู้อื่น ชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะให้คนอื่นตัดสินว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของคุณ สิ่งที่เราเป็นอาจจะถูกตัดสินหรือหัวเราะเยาะโดยคนอื่น ลองลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆ ว่าชีวิตนี้ไม่จีรังแค่ไหน

“จงทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ว่าไอเดียจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม ทำอะไรบ้าๆ บอๆ ดีกว่ามาเสียใจภายหลัง ร้องเพลง เต้น เลือกงานอดิเรก เริ่มธุรกิจ เที่ยวคนเดียว ทำอะไรก็ได้แต่อย่าหยุดอยู่กับที่เพราะความกลัว”

2. ไม่ต้องรอถึงวัยเกษียณ เพื่อได้ใช้ชีวิต แบบที่เราต้องการ

เราเห็นพ่อแม่รอทั้งชีวิต เพื่อท่องเที่ยวและสนุกสนาน น่าเศร้าที่เมื่อพวกเขาเกษียณแล้วก็ไม่มีพลังงานหรือความสามารถเพียงพอที่จะเดินทางไกลได้ พวกเขากินอาหารที่ดูน่าอร่อยไม่ได้ มีรายการอาหารมากมายที่ไม่เหมาะกับร่างกายของพวกเขา

หาสิ่งที่คุณสนุกกับชีวิตในขณะที่ยังทำงานอยู่ ทำในสิ่งที่คุณรัก ถ้าคุณมีบางอย่างในความคิด ขอให้ทำเลย อย่าเลื่อนความสุขของคุณไปจนถึงวัยเกษียณ

คุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการทันที คุณต้องพยายามเพื่อให้ได้มันมา ฉันเข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะสร้างชีวิตที่เราต้องการด้วยตัวเราเอง แต่เรามีทางเลือกเสมอ คุณจะถูกท้าทายในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และหากคุณไม่มีเสียงหรือความคิดเป็นของตัวเอง คุณจะถูกบังคับให้เชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกว่ามันดีกับชีวิตคุณ ทั้งที่ไม่

3. “สุขภาพร่างกายและจิตใจ” ตัวเรา เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ขอแนะนำให้อ่าน “The guy who sold his Ferrari by Robin Sharma” โอเค ทำไมฉันถึงขอให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นการเปิดหูเปิดตาสำหรับผู้ที่ยุ่งเกินกว่าจะหาเวลาให้ตัวเอง เป็นเรื่องดีที่จะมีความทะเยอทะยานแต่ต้องไม่ใช่คนบ้างาน ผู้คนเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยวิธีที่ยากลำบาก

โดยปกติแล้วหลังจากอายุ 40 ปี เมื่อเรี่ยวแรงเริ่มลดลงและความคิดของคุณที่เริ่มสะท้อนถึงร่างกายที่แย่ลงของคุณ ดังนั้นรักษาความสมดุลของสุขภาพและจิตใจให้เป็นอย่างดีเสมอ

“อย่าให้ความเจ็บป่วยมาทำให้คุณเห็นคุณค่าของสุขภาพ เพราะเมื่อถึงตอนนั้น มันก็สายเกินไปเสียแล้ว”

4. หยุดเรียนรู้และลงทุนในตัวเอง เพราะคิดว่าได้งานที่มั่นคงแล้ว

เคยเห็นคนมากมายในแวดวงธุรกิจ ที่มีชุดทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานเป็นอย่างดี ผู้คนเหล่านั้น ต่างยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่และเงินที่ได้รับมากเกินไป จนลืมไปเสียสนิทว่าเขาสามารถหาคนที่อายุน้อยกว่าซึ่งมีทักษะเท่าๆ กันมาแทนที่ได้ง่ายๆ หรือแย่กว่านั้นอาจถูกไล่ออก

นี่จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่เขาบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว

แต่ข้อคิดเหล่านี้จะไม่สามารถทำอะไรคุณได้เลย หากคุณยังคงเรียนรู้และมุ่งเน้นที่การเพิ่มพูนความรู้ ท้องฟ้าคือขีดจำกัดสำหรับคุณ ที่น่าสนใจคือคุณไม่ต้องพึ่งพางานใดงานหนึ่ง คุณสามารถทำสิ่งที่คุณถนัดเป็นอาชีพเสริมได้ตลอดเวลา ขอบคุณโควิดที่สอนให้เรารู้ว่าการพึ่งพารายได้ทางเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

5. “มีเงินเหลือ แล้วค่อยเริ่มต้นลงทุน” ไม่มีจริง เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนคือเมื่อวาน เวลาที่ดีที่สุดครั้งต่อไปคือวันนี้

คุณพลาดอะไรไปมากมายหากคุณไม่เริ่มลงทุน ผู้คนมักเข้าใจผิด ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีความเสี่ยงหรือคุณต้องมีความชำนาญด้านเทคโนโลยี จึงจะเริ่มลงทุนได้

การหารายได้และการออมนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
วิถีชีวิตของคุณจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกที่จะทำกับเงินของคุณอย่างไร? ไม่ว่าคุณจะเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ไปตลอดชีวิตหรือหาวิธีให้เงินงอกเงย

“ถ้าคุณไม่พบวิธีหาเงินในขณะที่นอนหลับ คุณจะต้องทำงานไปจนตาย” — วอร์เรน บัฟเฟตต์

6. อย่าคาดหวังให้คน Toxic เปลี่ยนแปลงตัวเอง

เมื่อคุณพบคนที่ไม่มีอะไรดีนอกจากเป็นยาร้ายกับชีวิตคุณ สิ่งที่ต้องทำคือรักษาระยะห่างจากพวกเขาหรือตัดขาดโดยสิ้นเชิง ในขณะที่การให้โอกาสคน ๆ หนึ่งได้ปรับปรุงก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าหวังว่าคนที่ Toxic จะเลิกพฤติกรรมของพวกเขา เหมือนงูที่ไม่เคยลืมวิธีที่จะกัดเพราะมันเกิดมาพร้อมกับสิ่งนั้น จดจำคนรูปแบบนี้และอยู่ห่างจากเขาเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจของคุณ

7. การคิดและพูดสิ่งลบๆ กับตัวเองบ่อยๆ “มันทำลายชีวิตเราได้”

การพูดกับตัวเองในแง่ลบคือบทสนทนาในใจที่คุณมีกับตัวเองซึ่งอาจทำให้คุณถูกกำจัดความมั่นใจและความสามารถของคุณเอง

แม้การวิจารณ์ที่ดีจะมีประโยชน์ต่อเส้นทางการพัฒนาตนเองของเรา แต่การพูดถึงตัวเองในแง่ลบสามารถฉุดคุณให้ตกต่ำลงได้ และจากการศึกษาล่าสุดสามารถทำลายสุขภาพจิตของคุณ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลได้

ผู้คนมีนิสัยชอบพูดถึงตัวเองในแง่ลบ สิ่งที่เราพูดกับตัวเอง (บทสนทนาภายในจิตใจ) มันจะสร้างความเป็นจริงกับตัวเราในอนาคต

หากคุณพบว่าตัวเองพูดซ้ำๆ เช่น—

“ฉันไม่ดีพอ. มีบางอย่างผิดปกติกับฉัน”

“ฉันเกลียดขาของฉัน พระเจ้า ทำไมฉันยังมีอยู่”

“ฉันไม่เก่งวิชาคณิตศาสตร์ ไม่มีทางที่ฉันจะทำสิ่งนี้ได้”

“ไม่มีใครชอบฉัน ฉันควรเลิกพยายามเป็นเพื่อนกับพวกเขาได้แล้ว”

ถ้าใช่ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคุณโดยทันที เพราะสิ่งเหล่านี้มันทำร้ายชีวิตคุณจากภายใน

การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความคิดเชิงบวกสามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้ เราทุกคนมีความสามารถในการสร้างความเป็นจริงของเราเอง ใช้พลังนี้อย่างฉลาด แม้ว่าจะไม่จริงก็ตาม แต่เมื่อคุณพูดประโยคเสริมพลังเหล่านั้นซ้ำๆ คุณจะเริ่มเห็นความแตกต่างและค่อยๆ เริ่มเชื่อในสิ่งที่คุณพูด

บทสรุป
มีบทเรียนซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกความล้มเหลวและทุกความผิดพลาดที่เราทำ เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราเอง ฉันหวังว่าคุณจะได้เรียนรู้บางสิ่งจากบทความนี้และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำผิดพลาดเช่นนี้

เขียน/เรียบเรียง โดย : นนธชัย มั่งมี

SHARE
ผู้ก่อตั้งเพจ Wealth Blossoms - เรื่องเล่าทางการเงิน ที่อยากให้คนไทยมีทักษะทาง "การเงินส่วนบุคคล" ที่ดีมากกว่าเดิม