Salary Investor ชวนรู้จักภาวะ “เสพติดงานยุ่ง”
หรือ “Addicted to being busy” ที่คนทำงานหลายคน อาจเข้าข่ายมีอาการนี้แบบไม่รู้ตัว

อาการเสพติดงานยุ่ง คือการยึดติดกับความรู้สึกดีมากเกินไป
“Jaimie Bloch” นักจิตวิทยา และผู้อำนวยการคลินิก MindMovers Psychology ประเทศออสเตรเลีย อธิบายถึงอาการ “เสพติดงานยุ่ง” ไว้ว่า เป็นภาวะที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮอร์โมนโดปามีน (ฮอร์โมนแห่งความสุข)
กล่าวคือ เมื่อเราทำงานเสร็จหรือบรรลุเป้าหมาย สมองจะปล่อยฮอร์โมนโดปามีนออกมา ซึ่งเราจะรู้สึกดี ทำให้บางคนอาจยึดติดกับความรู้สึกดีเหล่านี้ และอยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำๆ กลายเป็นว่าเกิดการโหยหาความสุขนี้ซ้ำๆ และอีกหนึ่งปัจจัยอาจมาจากคนนั้นมีอาการของโรควิตกกังวล (Anxiety) ที่เกิดขึ้นได้บ่อยในวัยทำงาน
สัญญาณที่ชี้ว่าเรามีภาวะ “เสพติดงานยุ่ง”
มาลองเช็คตัวเองง่ายๆ จากสัญญาณบ่งชี้เหล่านี้ ตามคำแนะนำของ Jaimie Bloch นักจิตวิทยา ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนส่งผลให้คนที่เสพติดงานยุ่ง รู้สึกผิดเมื่อว่าง และจะรู้สึกกังวลหากตนเองไม่ Productive
– กลัวพลาด/กลัวงานช้า : ชอบให้ตารางงานแน่นๆ ในแต่ละวัน เพราะมีความวิตกกังวลว่าจะทำงานผิดพลาดหรืองานไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจ
– พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ด้านลบ : บางคนมีปัญหาชีวิตส่วนตัวที่ยากลำบาก จึงเลี่ยงปัญหานั้นด้วยการทำงานให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา
– มุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จที่เกินพอดี : ชอบให้ตัวเองงานยุ่งตลอดเวลา เพราะรู้สึกว่าเป็นวิธีเดียวที่จะประสบความสำเร็จ และถ้าว่างเมื่อไหร่ จะรู้สึกเหมือนเป็นความล้มเหลวรูปแบบหนึ่ง
– “งานยุ่ง” ถือเป็นสถานะทางสังคม : เมื่ออยู่ในสังคมที่ยกย่องการทำงานหนัก และต้องได้ประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นการทำตัวเองให้ยุ่งตลอดเวลา จึงทำให้คุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีชัยชนะในชีวิต
จัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ลดอาการเสพติดงานยุ่ง
หากต้องการปรับปรุงระบบการทำงานส่วนตัวให้ดีขึ้น และลดภาวะ “งานยุ่ง” แต่ยังทำงานได้เสร็จตามที่วางแผนไว้ และได้มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เริ่มจากทำการสำรวจตัวเองว่าการเสพติดงานยุ่งมาจากไหน หาคำตอบโดยให้เวลากับตัวเอง
และทำลิสต์รายการว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง แล้วงานไหนสำคัญมาก สำคัญน้อย ให้จัดเรียงลำดับความสำคัญให้ชัดเจน แล้วลงมือทำทีละอย่างแบบมีสมาธิ จดจ่อ และโฟกัสกับกำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน