หัวข้อแบบนี้ไม่รู้จะน่ากลัวเกิ นไปหรือเปล่า แต่ก็เป็นความห่วงใยจริงๆ เพราะผลกระทบของ Covid-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจและสั งคมไทยคาดว่าจะมีตามมาไม่ใช่น้ อย แม้ว่ามิติการจัดการ ด้ านสาธารณสุขของเราเพื่อรับมื อโรคระบาดนี้จะทำได้ดีในอันดั บต้นๆ ของโลก ลดความเสียหายด้านหนึ่ง แต่ก็ต้องเตรียมตัวจัดการอีกด้ านหนึ่ง คือ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน”
ก่อนเกิดเหตุการณ์ Covid-19 สภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยก็สู งอยู่แล้ว ข้อมูลจากธนาคารแห่ งประเทศไทยเปิดเผยว่ามูลค่าผลิ ตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2562 มีขนาดประมาณ 11 ล้านล้านบาท และมีขนาดของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ประมาณ 70% หรือคิดเป็นมูลค่าได้ประมาณ 7 ล้านล้านบาท (ประมาณ 23 ล้านราย) ซึ่งหนี้ครัวเรือนนี้ แบ่งใหญ่ๆ ออกได้เป็น หนี้บุคคลที่มีหลักประกัน เช่น หนี้เงินกู้ซื้อบ้าน หนี้เช่าซื้อรถยนต์ เป็นต้น และหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลั กประกัน เช่น หนี้บัตรเครดิต และหนี้เงินกู้เพื่อการบริโภคอื่ นๆ เป็นต้น

จากข้อมูลและสมมติฐานของคลีนิ คแก้หนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ประมาณการว่าปัจจุบันหนี้ NPL ของหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 8% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด หนี้ครัวเรือน NPL = 7 ล้านล้านบาท x 0.08 = 560,000 ล้านบาท และคิดเป็นจำนวนลูกหนี้บุคคลที่ เป็น NPL (ลูกหนี้บุคคล 1 ราย มีหนี้เฉลี่ย 300,000 บาท) = 560,000 ล้านบาท / 300,000 บาท = 1.87 ล้านคน
ภาวะวิกฤติ Covid-19 เข้ามาซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจและสั งคมไทย เพราะการควบคุมไม่ให้เกิ ดโรคระบาดทำให้ต้อง Lockdown เมืองและประเทศโดยใช้มาตรการต่ าง ๆ ทำให้เกิดการหยุดชะงักในการทำธุ รกิจ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยัง Supply chain ที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ระดับของผลกระทบมีความรุ นแรงมากน้อยต่างๆ กันไปแล้วแต่อุตสาหกรรม หลายอุตสาหกรรมต้องลดกำลั งการผลิตลง จึงตามมาด้วยการลดพนักงาน อัตราการว่างงานของแรงงานเริ่ มสูงขึ้น ในภาพรวมประชาชนผู้มีรายได้น้ อยต้องขอรับเงินเยียวยาพิเศษที่ รัฐจัดให้
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ก็ได้ ออกมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ แก่ลูกหนี้ซึ่งกำลังเดือดร้ อนในภาวะการณ์ดังกล่าว แต่ก็เหมือนเป็น “การแช่เย็น” ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเอาไว้ ก่อน ปัญหาจริงของลูกหนี้จะเกิ ดและเห็นได้จริง เมื่อมีการผ่อนคลายให้ ระบบเศรษฐกิจกลับมาเดินได้ต่อ
แต่เราก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจกลับมาเดินใหม่ อย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม เพราะยังต้องมีความระมัดระวังสู ง ยังอยู่ในยุค Social distancing เนื่องจากวัคซีนรักษาโรคระบาด Covid-19 ยังไม่ออกมา ดังนั้นธุรกิจบริการซึ่งเชื่ อมโยงกับการท่องเที่ยวจะยังไม่ สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่
อีกทั้งเหตุการณ์ Covid-19 นี้ ยังทำให้เกิดความเสียหายต่ อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และของโลกโดยรวม เพราะต้องใช้ทรัพยากรและความมั่ งคั่งที่มีไปจัดการสาธารณสุ ขภายใน ซึ่งเป็นความเร่งด่วนก่อน ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อลดลง และส่งผลให้การส่งออกของไทยไม่ สามารถขยายตัวอย่างที่ต้ องการได้ ภาคการผลิตก็จะต้องลดการผลิตลง ส่งผลต่อเนื่องถึงการว่ างงานตามมา ในปี 2563จึงไม่น่าแปลกใจที่มี การพยากรณ์ว่า GDP ของไทยจะหดตัวลงไปอาจมากกว่า 5% ด้วยซ้ำ ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งช่วยกั นแก้ไข และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยกั นใหม่
สิ่งที่ต้องยอมรับอย่าง “หน้าชื่น อกตรม” กันทุกคนก็คือ “สึนามิหนี้ครัวเรือน” น่าจะเกิดขึ้นแน่ ลองมาประมาณการกัน ผมคิดว่าช็อคครั้งนี้เป็นวิกฤติ ที่แรงพอสมควร ตัวเลขก็ต้องมีนัยสำคัญพอได้ แต่ผมก็ไม่ได้ทำการคำนวณวิลิ ศมาหราอะไร ใช้กฏง่ายๆ (Rule of thumb) นี่แหละคือตัวเลข 17% , 33%, 50% และ 67% เป็นตัวเลขใน 4 Scenarios หนี้ครัวเรือนหลังโควิด โดยหนี้ครัวเรือนที่โต 17% ถือว่าเบาสุด และ 67% ถือว่าหนักสุด ทั้งนี้กำหนดให้ GDP ในปี. 2564 มีขนาด 10.45 ล้านล้านบาท (ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2563




















