เผยสถิติหนุ่มสาวเอเชียยุคใหม่ พอใจกับการใช้ชีวิตโสดและไม่นิยมมีลูก

การแต่งงานมีครอบครัว ของหนุ่มสาวเอเชียในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อน เรียกว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะในปัจจุบัน “การเป็นโสด” กลับเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนยุคใหม่ และยิ่งความเจริญเข้าถึงมาก กลับมีมีคนโสดเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อกระแสสังคมในปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะในปัจจุบัน “การเป็นโสด” กลับเป็นที่นิยม มากกว่าการมีคู่ครองหรือได้แต่งงานไปเสียอย่างนั้น! เรียกได้ว่าโสดแล้วไงฉันไม่แคร์

หากได้ติดตามข่าวในช่วงนี้ 2-3 ปีมานี้ จะพบว่าประเทศไทยเรานี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” โดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการที่ในสังคมเรานี้มีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเทียบกับประชากรอายุอื่นๆ เท่ากับหรือมากกว่า 20% หรืออายุ 65 ปี เท่ากับหรือมากกว่า 14% นั่นเอง

สิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติ ที่หลายๆ ประเทศประสบและต้องแก้ไขกันมาอย่างยาวนาน เพราะอัตราการเกิดที่ต่ำ ย่อมนำไปสู่การ “ขาดแคลนแรงงาน” ในวัยทำงาน ซึ่งนอกจากจะทำให้ผลผลิตมวลรวม (GDP) ของประเทศลดต่ำลง เศรษฐกิจไม่พัฒนาเท่าที่ควรแล้ว รัฐยังจำเป็นต้องให้สวัสดิการยังชีพแก่ผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ สิ่งนี้จึงเป็นผลกระทบจาก 2 ทาง ที่ชะลอการพัฒนาและเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

แล้วทำไมคนยุคนี้อยากเป็นโสดมากขึ้น?

ด้วย “ค่านิยม” และ “กระแสสังคม” ที่เปลี่ยนไป โดยสามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

1. ความพึงพอใจที่จะเป็นโสด

เป็นค่านิยมของคนปัจจุบันที่คนโสดพึงพอใจกับชีวิตของตัวเอง มากกว่าจะตั้งเป้าหมายในการสร้างครอบครัว โดยเฉพาะการไม่สามารถหาคู่ครองที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานะหรือรสนิยม จึงยิ่งเป็นแรงส่งให้คนพอใจกับชีวิตคนโสดที่มีอิสระเสรีมากกว่า

2. ค่าครองชีพสูง เป็นเหตุผลสำคัญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าครองชีพในปัจจุบันสูงขึ้นมากสำหรับการสร้างครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน, ค่าใช้จ่ายของการมีบุตร ซึ่งคนยุคใหม่มองว่าพวกเขามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องแบกรับมากพออยู่แล้ว

3. แต่งงานล่าช้ามากขึ้นๆ

การแต่งงานช้าย่อมส่งผลต่อการมีลูก โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานช้าจะมีแนวโน้มมีบุตรยาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลพวงที่เกิดมาจากปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระงานที่มากรวมๆ กัน เป็นผลให้คนไม่มีเวลาหรือไม่มีความสนใจที่จะหาคู่ครอง

จากรูป คือสถิติที่บ่งชี้ถึงปัญหาอัตราการเกิดต่ำทั่วเอเชีย นั่นเป็นเพราะว่าอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง เช่นประเทศไทยมีอัตราการมีบุตรอยู่ที่ 2 คนต่อผู้หญิง 1 คน ทำนองเดียวกันตัวเลขคนโสดในสิงคโปร์ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกช่วงอายุ ซึ่งในผู้หญิงอายุ 25-29 ปี มีสูงถึง 64.4% ที่ยังไม่แต่งงาน และผู้ชายอายุ 25-29 ปีซึ่งสูงถึง 78.8% อีกทั้ง 3 ใน 10 ของผู้หญิงชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 30-34 ปี เลือกที่จะโสดไปตลอดชีวิต ซึ่งมีจำนวนสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากปี 1985

และประเทศไทยก็ได้รับรู้ถึงปัญหานี้ จึงจัดทำ “โครงการการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย : ยุคเด็กเกิดน้อย” โดย น.ส.วิราภรณ์  โพธิศิริ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทำการสำรวจถึงทัศนคติของหญิงไทยต่อการสร้างครอบครัวและการมีบุตร พบว่าคนมีอายุมาก ให้ความสำคัญกับการมีลูกมากกว่าคนอายุน้อย เมื่อยกตัวอย่าง ข้อความว่าไม่ต้องมีลูกก็มีชีวิตน่าพอใจได้ ส่วนใหญ่ 75% เป็นอายุน้อยที่เห็นด้วย,ขณะที่ 60% เห็นด้วยกับข้อความว่า “แม่ที่ทำงานนอกบ้านสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีอบอุ่น แน่นแฟ้นกับลูกได้เหมือนแม่ที่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน”

จากข้อมูลข้างต้น “การเป็นโสด” ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จากโครงสร้างประชากรแล้ว การที่เราเลือกโสดกันมากขึ้นไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม นั่นหมายถึงเปอร์เซนต์การผลิตบุตรก็จะน้อยลง ทำให้มีแนวโน้มว่าบุคลากรวัยแรงงานก็จะลดน้อยตามไปด้วย คิดภาพตามถ้าหากประเทศเราเต็มไปด้วยวัยผู้ใหญ่และวัยชรา เราอาจจะเห็นคนชรามาทำงานหนักๆแทนเราก็ได้ แต่ถ้าสุดท้ายเมื่อเป็นโสดยามบั้นปลายชีวิตแล้วก็อย่าลืมที่จะวางแผนการเงินเพื่อดูแลตัวเองยามชราไม่ว่าจะอยู่คนเดียวยามชราหรือไม่ก็ตาม เพื่อแบ่งเบาตัวเอง คนรอบข้างและสังคมได้อีกวิธีหนึ่ง

Reference :
https://asia.nikkei.com/Spotlight/Asia-Insight/Asia-braces-for-baby-bust
https://www.thaihealth.or.th/Content/40854

Facebook Comments
SHARE
Salary Investor
เริ่มลงทุนวันนี้ เพื่ือชีวิตที่ดีในอนาคต "INVEST WELL, LIVE WELL"