6 กลยุทธ์ “วางแผนภาษี” ให้มีเหลือเก็บ

0
771

พูดถึงภาษี อย่าเพิ่งหนีกันนะ! มาวางแผนภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกสตางค์ และประหยัดภาษีกันเถอะ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องกลยุทธ์ในการจัดการภาษี “เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บออม” กันครับ มีทั้งหมด 6 วิธีง่ายๆ อ่านแล้วเอาไปปรับใช้กับตัวเองดูนะครับ

กลยุทธ์ที่ 1 : การกระจายหน่วยภาษี และการกระจายเงินได้

การที่รายได้รวมอยู่ในภาษีหน่วยเดียว ทำให้ เงินได้พึงประเมินรวมสูงขึ้น ทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้นควรใช้ วิธีการจัดการโดย ใช้วิธีการแยกยื่นระหว่างสามี และภรรยา ทำให้มีการกระจายหน่วยภาษีเป็น 2 หน่วยทำให้เสียภาษี ในอัตราที่ถูกลง รวมไปถึงอาจใช้วิธีการใช้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือ คณะบุคคลมาช่วยกระจายหน่วยภาษี

กลยุทธ์ที่ 2 : การลดเงินได้สุทธิ (เพิ่มค่าใช้จ่าย)

ปกติภาษีเงินได้ของจะคำนวณมาจาก เงินได้สุทธิ (คำนวณจากเงินได้หักกับค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) คูณกับอัตราภาษี เพราะฉะนั้นถ้าเงินได้สุทธิลดลง จะสามารถเสียภาษีในอัตราที่ถูกลงได้ ซึ่งมี 2 วิธีนะครับ วิธีแรกคือการแปลงเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี เช่น การขอเปลี่ยนค่าตอบแทนจากการจ้างงาน ให้เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลลูกจ้าง ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะในการปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นต้น ส่วนวิธีที่สองนั้นคือการเพิ่มค่าลดหย่อน ซึ่งวิธีนี้คนส่วนใหญ่ใช้เยอะที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ เช่น กองทุนรวมตราสารทุนเพื่อผลประโยชน์ทางภาษี (LTF), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพและประกันแบบบำนาญ (Annuity) รวมไปถึงการช็อปปิ้ง ท่องเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ และบริจาค เป็นต้น  

แต่ถ้าถามว่าจะต้องลงทุนในสินทรัพย์อะไร? เท่าไหร่ดีหล่ะ? ต้องย้อนกลับไปถาม ว่าเงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์คืออะไร? เก็บเงินก้อนนี้เพื่อใคร? เป็นเงินเก็บระยะสั้น กลางหรือยาว? และเป้าหมายชีวิตของคืออะไร? จะทำให้การวางแผนถูกต้องและแม่นยำมากขึ้นนะครับ และอย่าลืมดูว่าสินทรัพย์ลดหย่อนแต่ละตัวมีการซื้อขั้นต่ำ และขั้นสูงสุดเป็นเท่าไหร่ด้วยนะครับ

กลยุทธ์ที่ 3 : การแปลงประเภทเงินได้ เพื่อประโยชน์การหักค่าใช้จ่าย

ในการวางแผนภาษีจะมีเงินได้พึงประเมินอยู่ 8 ประเภทซึ่งจะแต่ละประเภทเงินได้จะหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน
ถ้าสามารถหักค่าใช้จ่ายได้มาก ก็จะทำให้เสียภาษีน้อยลง เช่น เงินเดือนส่วนใหญ่จะเป็นเงินได้ประเภท 40(1) และค่าคอมมิชชั่นส่วนใหญ่จะเป็นเงินได้ประเภท 40(2)  จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่เพดานไม่เกิน 100,000 บาท แต่ในทางกลับกัน คุณหมอที่มีวิชาชีพประกอบโรคศิลป์ จะเป็นเงินได้ประเภท 40(6) สามารถหักค่าใช่จ่ายได้ 60% ไม่มีเพดานจำกัด อาชีพอิสระอื่นๆ เช่น ทนาย สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม นักบัญชีและวิศวกรรม สามารถหักค่าใช้จ่าย 30%  ไม่มีเพดานจำกัด

ตัวอย่างเช่น การคุณวาว มีอาชีพเป็นทนายทำงานที่สำนักงานกฏหมายมีรายได้เป็นเงินเดือน 40(1) เปลี่ยนแปลงจากเงินได้ 40(1) เป็น 40(6) โดยเปลี่ยนแปลงจากเงินเดือนเป็นค่าวิชาชีพทนาย 40(6) รับเป็นคดีแทน จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ทำให้เสียภาษี ลดลงแต่อาจจะมีข้อเสียในส่วนสวัสดิการของบริษัทจะหายไป  ซึ่งอาจจะใช้ได้กับเฉพาะรายได้บางประเภทเท่านั้นนะครับ

กลยุทธ์ที่ 4 : การบริหารเงินได้จากแหล่งนอกประเทศ

ถ้ามีรายได้จากนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่า เงินปันผล และดอกเบี้ยจากการลงทุนในต่างประเทศ จะเสียภาษีก็ต่อเมื่อนำรายได้เหล่านั้นเข้ามาในประเทศ ซึ่งวิธีการจัดการคือ ถ้าอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วันจะไม่เสียภาษี เพราะฉะนั้นนำเงินได้เหล่านั้นเข้ามาในประเทศได้เลย แต่ในทางกลับกันถ้าอยู่ในไทยเกิน 180 วันอาจจะพิจารณานำรายได้เหล่านั้นเข้ามาในปีที่ฐานเงินได้ไม่สูงมากนัก เพื่อจะประหยัดในการเสียภาษีให้น้อยลง

กลยุทธ์ที่ 5 : การกำหนดเวลาการรับเงินได้

ในแต่ละปีภาษี การมีรายได้จำนวนมากจะทำให้เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้นถ้าสามารถบริหารจัดการภาษีได้โดยวิธี การเลื่อนเวลารับเงินได้ เช่น ถ้าสมมติปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้มาก แต่ปีหน้าคาดว่ารายได้จะลดลง อาจจะเลื่อนรับโบนัสไปเป็นปีหน้าแทน อีกทั้งรายได้จากค่าเช่าควรทำเป็นสัญญาค่าเช่าระยะยาว แทนที่จะรับเงินก้อนใหญ่ในปีเดียว รวมไปถึงเงินได้จากค่ารับเหมาก่อสร้างควรจะเลือกรับเงินได้เป็นรายงวดแทนที่จะรับเป็นเงินก้อนที่ใหญ่ทีเดียว เพื่อลดฐานเงินได้และทำให้เสียภาษีลดลง

กลยุทธ์ที่ 6 : การเลือกรวม หรือไม่รวมเสียภาษีปลายปี

ปัจจุบันมีเงินได้บางประเภท จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ผู้เสียภาษีสามารถเลือกที่จะนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมหรือไม่รวม คำนวณเสียภาษีปลายปีก็ได้ อาทิเช่น เงินปันผล ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เป็นต้น  การจะเลือกที่จะนำมารวมหรือไม่รวม ออเจ้าต้องดูว่าจำนวนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย กับ จำนวนภาษีที่จะต้องจ่ายเมื่อนำมาคำนวณภาษีปลายปี อันไหนจะประหยัดภาษีมากกว่ากัน ก็ควรจะเลือกวิธีนั้นในการจัดการภาษี

เห็นไหมครับว่าการจัดการภาษีจริงๆ แล้วมีหลากหลายวิธีมาก เพื่อนๆ ใช้วิธีไหนแล้วได้ผลอย่างไร มาเล่าสู่กันฟังกันได้นะครับ

Facebook Comments
SHARE
Preecha Manop
ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ และผู้วางแผนการลงทุน IP License