7 ข้อควรรู้ ก่อนลงทุนในกองทุน JASIF

‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF)’ หนึ่งในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ที่เข้าลงทุนในทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง ของ บมจ. ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แบรนด์  3BB บริษัทย่อยของ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสารครบวงจรระดับประเทศ

เร็ว ๆ นี้ กองทุน JASIF เตรียมเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 มูลค่ารวมไม่เกิน 38,000 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม) ซึ่งจะทำให้กองทุนมีขนาดทรัพย์สินและมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น จากการขยายโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงที่มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุม สามารถรองรับความต้องการใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบริการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

1. TTTBB เป็นผู้เช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในสัดส่วน 80% ของทรัพย์สินทั้งหมด และในกรณีที่ทรัพย์สินส่วนที่เหลืออีก 20% ของทรัพย์สินทั้งหมดไม่มีผู้เช่า TTTBB จะเป็นผู้เช่าและชำระค่าเช่าใช้ เพื่อเป็นการรับประกันรายได้ให้แก่กองทุน ตามสัญญาประกันรายได้ค่าเช่า นอกจากนี้ TTTBB ยังทำหน้าที่เป็นผู้บริหารทรัพย์สิน ทั้งการซ่อมแซม ดูแล และบำรุงรักษาทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงให้แก่กองทุน

2. ปัจจุบัน 3BB มีจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ (ที่มา: สำนักวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม ณ 31 มี.ค. 62) โดยครองส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับต้นๆ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 32% และมีอัตราค่าบริการเฉลี่ยต่อครัวเรือน (ARPU) อยู่ที่ 652 บาท ซึ่งสูงที่สุดในตลาดบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเมืองไทย (ที่มา: Media Partners Asia)

3. TTTBB มีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง นับจากปี 2558 – 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการเพิ่มขึ้นจาก 12,749 ล้านบาท เป็น 19,409 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 15%(1) โดยเน้นสร้างการเติบโตจากการขยายพื้นที่ให้บริการใหม่ๆ เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่และรักษากลุ่มลูกค้าเดิม รวมถึงพัฒนาประสิทธิภาพประกอบกิจการ ซึ่งถือเป็น 3 กลยุทธ์หลักที่สำคัญของบริษัทฯ

หมายเหตุ : กรณีไม่รวม Hiring Revenue จาก JAS รายได้จากการขายและบริการสำหรับปี 2018 เท่ากับ 16,949 ล้านบาท หรือคิดเป็น CAGR เท่ากับ 9.96%

4. การลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 JASIF จะเข้าลงทุนในกรรมสิทธิ์เส้นใยแก้วนำแสงจาก TTTBB มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 38,000 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม) โดยจะเพิ่มทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 24,629 ล้านบาท และกู้ยืมอีกไม่เกิน 15,550 ล้านบาท (อีกทั้ง กองทุนกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศอีกไม่เกิน 2,660 ล้านบาท เพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่มครั้งนี้)

5. กองทุน JASIF จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมในเส้นใยแก้วนำแสง จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร โดยเป็นเส้นใยแก้วนำแสงที่สร้างขึ้นเฉลี่ยเพียง 1-3 ปี ซึ่งภายหลังการลงทุนเพิ่มเติม จะทำให้กองทุนมีทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 925 อำเภอ และอีก 7,237 ตำบล ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลดีต่อโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากทรัพย์สินใหม่ นอกจากนี้มีการต่ออายุสัญญาเช่าทรัพย์สินออกไปเป็นวันที่ 29 ม.ค. 2575 จึงทำให้กองทุนมีความมั่นคงของกระแสรายได้ยาวนานขึ้น

6. นับจากจัดตั้งกองทุนในปี 2558 มีการจ่ายเงินปันผลแล้ว 18 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3.92 บาทต่อหน่วย และจ่าย ‘เงินคืนทุน’ 3 ครั้ง เป็นเงิน 0.1484 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 4.07 บาท โดยหลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะทำให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (Cash Distribution Per Unit หรือ DPU) สำหรับช่วงเวลา 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2563 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.0387 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 0.9924 บาทต่อหน่วย

7. กองทุน JASIF จะเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่แก่ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย โดยกำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิจองซื้อในอัตรา 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ ในราคาเสนอขายที่ 9 บาทต่อหน่วย โดยสามารถจองซื้อตามสิทธิหรือเกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรรก็ได้ และภายหลังจัดสรรหน่วยลงทุนใหม่ในรอบแรกแล้ว ซึ่งจะเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนได้ในวันที่ 7 – 13 พ.ย. นี้ ณ สำนักงานใหญ่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ส่วนในต่างจังหวัดสามารถติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหน่วยมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งจะรวบรวมเอกสารจองซื้อให้แก่ตัวแทนรับจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนครั้งนี้

การเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของกองทุน JASIF ให้สามารถเติบโตควบคู่กับแนวโน้มความต้องการใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และการพัฒนาโครงข่ายระบบ 5G ที่จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจการสื่อสารและโทรคมนาคม

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.jas-if.com

แหล่งข้อมูล
– รายงานประจำปี 2561 ของ JAS
– รายงานประจำปี 2561 ของ JASIF
– https://marketeeronline.co/archives/114308

Facebook Comments
SHARE
Advertorial Team
เริ่มลงทุนวันนี้ เพื่ือชีวิตที่ดีในอนาคต "INVEST WELL, LIVE WELL"