“วางแผนการเงิน” ต้องทำก่อน “วางแผนลงทุน”

0
416

คำถามแรกที่ผมมักจะได้ยินจากคนที่กำลังจะเริ่มลงทุนมักจะเป็นคำถามประมาณว่าจะลงทุนอะไรดี ซื้ออะไรดี โดยมักให้โจทย์ว่าต้องการผลตอบแทนสูงสุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด คืออยากรวยเร็ว  หรือบางคนที่เริ่มลงทุนไปแล้วอาจ “เทหมดหน้าตัก” ลงไปในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเร็วที่สุดโดยลืมคิดถึงปัจจัยอื่นๆ ในชีวิต  ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับทุกคน

ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่ม “วางแผนการลงทุน” กัน เราลองถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพใหญ่ขึ้น ซึ่งก็คือ “การวางแผนการเงิน”

“การวางแผนการเงิน” (Financial Planning)” เป็นคนละตัวกับ “การวางแผนการลงทุน” (Investment Planning) นะครับ

 “การวางแผนการเงิน” (Financial Planning) จะเป็นภาพใหญ่กว่า จะมองภาพใหญ่ทั้งชีวิตของเราไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่งของเราให้รุ่นต่อๆ ไป มีการเอาปัจจัยเรื่องความเสี่ยงต่างๆ เข้ามาพิจารณาด้วย ส่วนการ “การวางแผนการลงทุน” (Investment Planning) นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินครับ  ซึ่งคนเราแต่ละคนนั้นมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน มีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ทั้งเรื่องอาชีพการงาน ครอบครัว เป้าหมายชีวิต ระดับความมั่นคง หรืออะไรก็ตาม ดังนั้นการวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรทำ และควรทำก่อนการวางแผนการลงทุน ซึ่งวันนี้เราจะคุยกันเรื่อง “การวางแผนการเงิน” ครับ

เพื่อให้เห็นภาพใหญ่สุด และให้ผู้อ่านคิดตามไปด้วยได้ง่าย ผมขอยก “ปิรามิดแห่งการวางแผนการเงิน” (Pyramid of Financial Planning) มาอธิบาย เริ่มจากล่างขึ้นบนนะครับ

1. จัดการกับความเสี่ยง (Risk Management)

ขั้นตอนแรกสุดเป็นฐานของปิรามิดเลย  เป็นพื้นฐานสุดที่ทุกคนควรทำก่อนจะเริ่มขั้นต่อๆ ไป นั่นก็คือการจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น  เพราะเรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดมันก็เกิดกับใครบางคน และถ้ามันเกิด ปิรามิดทั้งหมดของคนๆ นั้นก็จะพังลงมา  สมมติเราวางแผนการลงทุนอย่างดี ซื้อและผ่อนคอนโดที่จะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด มีพอร์ตหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างงดงาม  ผลตอบแทนและแผนการที่งดงามเหล่านี้ทำให้เราประมาทและมองข้ามเรื่องเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นไป เช่นโชคไม่ดีอยู่ๆ เกิดเป็นมะเร็งต้องใช้เงินรักษามหาศาล ต้องออกจากงาน ไม่มีรายได้ ปิรามิดทั้งภาพก็จะพังลงมา  เราจึงต้องจัดการความเสี่ยงก่อนเป็นอย่างแรกสุด  ตัวอย่างความเสี่ยงเหล่านี้ได้แก่

  • ความเสี่ยงด้านชีวิต: เราเป็นเสาหลักของครอบครัวหรือไม่? ถ้าเราต้องจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน ครอบครัวเราจะลำบากไหม? ถ้ามีความเสี่ยงสูงอาจป้องกันโดยการทำประกันชีวิต
  • ความเสี่ยงด้านสุขภาพ: โรคร้ายแรงหรืออุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษามหาศาล และอาจทำให้ขาดรายได้ ป้องกันได้ด้วยการทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอาชีพที่ไม่มีสวัสดิการ
  • ความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน: ไม่ว่าจะเป็นอาคาร รถยนต์ หรือของสะสมมีค่า เราสามารถป้องกันได้ด้วยการทำประกัน รวมทั้งหาวิธีป้องกันความเสี่ยงนั้นเอง เช่น ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง, จัดซื้อตู้เซฟกันไฟ, ติดตั้งสัญญาณกันขโมย เป็นต้น
  • ความเสี่ยงที่อาจขาดรายได้: สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการสร้างรายได้ไว้มากกว่าหนึ่งทาง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเสริม หรือสร้างรายได้จากการลงทุน หรืออาจทำประกันบางประเภท
  • ความเสี่ยงด้านภาระหนี้สินที่ไม่สร้างมูลค่า: ภาระหนี้สินถือเป็นความเสี่ยง โดนเฉพาะหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงและไม่ได้สร้างมูลค่า เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ หนี้รถมือสอง (ไม่นับรวมหนี้เพื่อการลงทุน) ก่อนจะเริ่มขั้นตอนต่อไปคือการออมและลงทุน ต้องกำจัดหนี้เหล่านี้ก่อนเพื่อลดภาระดอกเบี้ย

2. เริ่มสะสมความมั่งคั่ง (Wealth Accumulation)

หลังจากเราวางแผนรับมือกับความเสี่ยงทั้งหลายไว้ และล้างหนี้สินจนสบายตัวสบายใจไร้กังวล ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการเริ่มสะสมความมั่งคั่งกันแล้วครับ ในส่วนนี้แบ่งออกเป็นอีก 3 ขั้น ตามลำดับนะครับ

2.1 ออม (Saving)
สิ่งสำคัญลำดับแรกของการออมคือตั้งเป้าหมายของการออมก่อน เช่น เพื่อเอาไปลงทุนสร้างความมั่งคั่ง, เพื่อการศึกษาบุตร, เพื่อสร้างบัญชีใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน, เพื่อเกษียณ, เพื่อสร้างบ้านหลังแรกให้ครอบครัว เป็นต้น จะเห็นว่าการออมมีเป้าหมายที่หลากหลายมากซึ่งแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน แต่ละคนต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง และจัดสัดส่วนเอง

หลังจากนั้นจึงวางแผนการใช้จ่าย กำหนดสัดส่วนว่าจะใช้กี่ส่วน ออมกี่ส่วน ผมจะไม่ลงลึกเรื่องนี้ แต่วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือทำบัญชีรายรับรายจ่าย ทำซัก 2-3 เดือน แล้วเอามาเปิดดู คุณจะเห็น “รูรั่วทางการเงิน” หรือ Financial Leakage มันคือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่ดูดเงินเราออกไปมากกว่าที่เรารู้ตัว เช่น คนที่สูบบุหรี่อาจค้นพบว่าเขาจ่ายค่าบุหรี่เป็นสัดส่วนมากกว่ารายจ่ายบางอย่างที่สำคัญกว่าด้วยซ้ำ

2.2 ลงทุน (Investment)
ลงทุน (Investment) คือ การใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือสินทรัพย์อื่นๆ สร้างผลตอบแทนในระยะยาว ขอเน้นว่า “ระยะยาว” ผลตอบแทนอาจมาในรูปรายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว หรือมูลค่าทรัพย์สินที่ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวก็ได้ เช่น การลุงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investment), กองทุนรวมประเภทต่างๆ, พันธบัตรและตราสารหนี้, การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าหรือถือในระยะยาว, หรือแม้แต่การลงทุนในการศึกษาหาความรู้ เป็นต้น

2.3 การเก็งกำไร (Speculation)
อันนี้สำคัญมากเลย เพราะมันใกล้เคียงกับการลงทุนมาก จริงๆ สามารถเป็นทรัพย์สินเดียวกันเลย เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และอสังหาริมทรัพย์ แต่วิธีการแตกต่างกันคือการเก็งกำไรจะหวังผลระยะสั้น ความเสี่ยงสูง เราจึงควรลงทุนให้มั่นคงก่อน แล้วตัดเงินส่วนที่เล็กกว่ามาเก็งกำไรเพราะมีความเสี่ยงสูงกว่า การเก็งกำไรเหมือนทางลัดให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น  การเก็งกำไรผมรวมถึงสัญญาซื้อขายอนุพันธ์ต่างๆ และ Forex ด้วยนะครับ

3. ส่งต่อความมั่งคั่ง (Wealth Distribution)

ขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งต่อความมั่งคั่งให้รุ่นต่อไป เช่นการทำพินัยกรรมให้ชัดเจน โดยเฉพาะถ้ามีภรรยามีกิ๊กหลายคน มีลูกหลานมากมายจากภรรยาหลายคน การวางแผนจึงจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหา และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

ตามตำราอาจจะกล่าวถึงแค่การส่งต่อความมั่งคั่งให้กับทายาท  แต่ผมเห็นว่าการส่งต่อความมั่งคั่งบางส่วนคืนให้สังคมด้วยเป็นเรื่องจำเป็น เพราะรุ่นลูกรุ่นหลานเรายังต้องอยู่ในสังคมในโลกนี้ต่อไป ถ้าความมั่งคั่งของเรามีส่วนทำให้สังคม, สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจดีขึ้นได้ ผลมันก็วนกลับคืนมาที่รุ่นลูกรุ่นหลานเราอยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สุดท้ายอย่าลืมเรื่องการวางแผนภาษีในทุกขั้นตอนนะครับ ถ้าวางแผนไม่ดีภาษีจะเป็นรูรั่วทางการเงินรูใหญ่เลยล่ะครับ

Facebook Comments