5 Levels… สกิลการซื้อของขั้นเทพ

0
491

ในบทความตอนที่แล้วผมพูดถึงเรื่องกฎแห่งการซื้อของ แต่จะเน้นไปที่อะไรที่สมควรและไม่สมควรจะได้เงินจากเรา (กลับไปอ่านบทความตอนที่แล้ว “LINK”) และผมยังได้จบบทความตอนที่แล้วไว้ว่า อย่าประหยัดจนเกินพอดีจนชีวิตไม่มีความสุข คนเรามีความชอบความหลงใหลแตกต่างกัน ของที่ทำให้เรามีความสุขหรือคนที่เรารักมีความสุขสามารถซื้อได้ แต่ต้องซื้อด้วยสติและการวางแผนที่ดี ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น ความสุขนั้นถึงจะยั่งยืน

วันนี้เราจะคุยกันต่อว่าจะมีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะซื้อของเหล่านั้นซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนผมจะแบ่งวิธีการเหล่านี้ออกเป็น 5 Level ดังนี้ครับ

LEVEL 1 : อ่อนหัด

Level นี้คือคนที่อยากได้อะไรสักอย่าง แต่ยังมีเงินไม่มากพอจะซื้อได้ และไม่มีความอดทนมากพอที่จะวางแผนอดออมเก็บเงินซื้อ ก็พ่ายแพ้ต่อกิเลสซะก่อน เลยใช้วิธีซื้อผ่อน หรือกู้ยืมเอา

*ของที่อยากได้ในที่นี้ผมหมายถึงอะไรที่ไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตนะครับ และไม่รวมทรัพย์สินเพื่อการลงทุน เช่นอสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินประเภททุน เช่นเครื่องจักร หรือรถขนส่งที่ต้องซื้อเพราะความจำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบธุรกิจ

ปัญหาของวิธีนี้คือความเคยชินเป็นนิสัย เพราะอยากได้อะไรก็ได้มาง่าย ไม่เคยต้องใช้ความพยายามอดออม ไม่ต้องคิดไม่ต้องวางแผน พอผ่อนหมด ก็หาเรื่องผ่อนอย่างอื่นต่อได้ง่ายๆ กลายเป็นการเสพติดหนี้(Debt Addicted) วนอยู่ในวังวนของหนี้สินไปเรื่อยๆ

วิธีอัพเลเวล: รีบสะสางหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดก่อน โดยสะสางหนี้ที่มีดอกเบี้ยมากที่สุดก่อน หรือหาทาง Refinance เพื่อลดดอกเบี้ย และเริ่มวางแผนทางการเงิน (อ่านบทความเรื่องการวางแผนทางการเงิน“LINK”)ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด การทำบัญชีจะทำให้เราเห็นรอยรั่ว (Leakage) ว่าเงินมันออกไปตรงไหนเยอะโดยไม่จำเป็น เราก็อุดรอยรั่วนั้นซะ

LEVEL 2 : เบสิค

คนในกลุ่มนี้คือเวลาอยากได้อะไร เก็บเงินซื้อเอา มีการวางแผนมีความอดทนในการเก็บออม มีการตั้งเป้าหมาย และทำได้สำเร็จ

แต่ปัญหาคือพอเก็บเงินก้อนได้ก็มีการใช้จ่ายออกไป ทำให้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นได้ยากมากในระยะยาว และขาดความยั่งยืนเพราะถ้าเจออะไรชอบมากๆ อาจจะใช้จ่ายหมดเลยก็ได้ แต่ยังดีกว่ากลุ่มแรกตรงที่ไม่ได้ก่อหนี้สิน

วิธีอัพเลเวล:

1. ศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนเดี๋ยวนี้ พอสามารถลงทุนได้และได้ผลตอบแทนเป็นรางวัล เราจะมีความรู้สึกเสียดายเงินมากขึ้นโดยอัตโนมัติเลยถ้าต้องจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ออกไป เพราะมันทำให้รายได้และโอกาสหายไปด้วย

2. ฝึกความอดทน การที่เรามีกำลังเงินมากพอที่จะซื้อของที่เราอยากได้มากๆ แต่ต้องอดทนไว้ก่อนยังไม่ซื้อ เก็บไว้ซื้อในเวลาที่เหมาะสม เป็นเรื่องยากกว่าการอดออมเพื่อซื้อของที่อยากได้มาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปถ้าคุณสามารถอดทนเพื่อออมสำเร็จมาแล้ว

LEVEL 3 : Advance

คนกลุ่มนี้ในช่วงแรกของชีวิต อดออมเก็บเงิน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สร้างเงินก้อนได้รวดเร็วในช่วงแรกของชีวิต แล้วเอาเงินไปลงทุน ไม่ว่าจะในหุ้น กองทุนรวมต่างๆ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์หรืออะไรก็ตาม ที่เป็นการลงทุน (ผมรวมถึงกลุ่มที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนด้วยการกู้ด้วย)

หลังจากนั้นไม่นานทรัพย์สินที่มีเริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และให้ผลตอบแทนอย่างยั่งยืน เช่น ดอกเบี้ย ปันผล ค่าเช่า เป็นต้น แล้วค่อยเอาผลตอบแทนมาใช้จ่ายซื้อของที่ชอบ โดยไม่แตะเงินต้น ถ้าสะสมพอร์ตการลงทุนได้ใหญ่มาก ผลตอบแทนการลงทุนอาจมากพอจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตทั้งหมด ทำให้มีกินมีใช้ตลอดชาติและสามารถส่งต่อทรัพย์สินไปจนถึงรุ่นลูกหลาน

ถ้าการสร้างผลตอบแทนให้มากพอจะคลอบคลุมรายจ่ายทุกอย่างในชีวิตได้ฟังดูไกลตัวเกินไป ผมแนะนำให้ค่อยๆ เริ่มทีละเล็กๆ ก่อน โดยการค่อยๆ เริ่มสะสมเงินสร้างพอร์ตการลงทุน และถ้าเรามีสิ่งของที่อยากได้ เริ่มจากของเล็กๆ ก่อน ก็ให้ตั้งเป้าว่าจะซื้อของสิ่งนี้ต่อเมื่อการลงทุนของเราสร้างผลตอบแทนได้เท่ากับราคาของนั้นเท่านั้น แล้วค่อยๆ ขยับไปตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ครับ ถ้าเราสามารถบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ได้สำเร็จ เราก็จะมีแรงกระตือรือร้นและมั่นใจที่จะบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นให้ได้ครับ

LEVEL 4 : Advance Plus

ทำเหมือน Level3 คือนำเงินไปลงทุน แล้วเอาดอกผลมาใช้ แต่ต่างกันที่เวลาซื้อของจะเลือกจ่ายแบบผ่อนชำระ 0% หรือผ่อนชำระเมื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าผลตอบแทนที่สามารถเอาเงินก้อนที่ซื้อของนั้นไปลงทุนได้ ยกตัวอย่างเช่น ซื้อโทรทัศน์ 30,000 บาท แต่ผ่อนบัตรเครดิตได้ 0% แทนที่จะจ่ายเงินสดออกไป 30,000บาท เราเลือกผ่อนชำระ 0% และเอาเงิน 30,000บาทไปลงทุนกองทุนตราสารหนี้ได้ 2% แปลว่าได้กำไรเพิ่มขึ้น2% เป็นต้น

แต่วิธีนี้ต้องใช้ความระมัดระวังและวางแผนให้ดี ถ้าวางแผนไม่ดี ก่อหนี้สินมากเกินไป อาจกระเด้งกลับไปอยู่เลเวลแรกได้

LEVEL 5 : God (ขั้นเทพ)

ผมไม่เคยรู้ว่ามี Level นี้ จนกระทั่งได้อ่านหนังสือของ Richard Templar คือมีคนแย้งว่าถ้าทำแบบ Level3 คือเอาผลตอบแทนมาใช้จ่าย ถึงจะเป็นวิธีที่ยั่งยืน เงินต้นยังคงอยู่ แต่ปัญหาคือทรัพย์สินจะงอกเงยช้า เพราะเราเด็ดดอกผลกินหมด วิธีที่เขาบอกว่าดีที่สุดคือ “Living on the interests of interests” คือลงทุนได้ผลตอบแทน แล้วเอาผลตอบแทนไปลงทุนอีกที แล้วค่อยเอาดอกผลของดอกผลมาใช้จ่าย วิธีนี้เงินต้นยังอยู่แถมงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ อีก จะมาถึงเลเวลนี้ได้คงน่าจะต้องเป็นระดับมหาเศรษฐี

แล้วคุณล่ะอยู่ Level ไหน? แล้วคุณจะวางแผนตัวเองอย่างไร เพื่ออัพ Level?

Facebook Comments
SHARE
Nuntadej Sutthideshanai
จบปริญญาตรีและโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และเคยร่วมงานกับ Idea360 บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดจนมีประสบการณ์ในหลายกลุ่มธุรกิจ ปัจจุบันเป็น CEO บริษัท 8020 Syndicus จำกัด ให้บริการด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบภายใน และ 8020 Décor ให้บริการตกแต่งภายในครบวงจร