ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย ร่วงต่ำสุดในรอบ 9 ปี ที่ 969.08 จุด ทำให้หุ้นบริษัทดีๆ ราคาตกลงมาหนักมาก!! หลายคนอยากเข้าไปลงทุน แต่ก็ไม่มีเงินลงทุน หรือเงินทุนยังไม่เยอะ ก็เลยทำให้พลาดโอกาสทองกันไป…
จริงๆ แล้ว ปัญหานี้ เราสามารถแก้ได้ด้วยการใช้ เครื่องมือ “Leverage” เพื่อเพิ่มพลังทวีคูณให้เงินลงทุน ของเราได้!!
แล้วการ “Leverage” คืออะไร?
“Leverage” อธิบายง่ายๆ ก็คือ “การเพิ่มพลังเงินลงทุน” จากที่มีอยู่ ให้เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว หรือหลายๆ เท่าตัว เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง ในช่วงเวลาที่เราต้องการ แต่การใช้ “Leverage” ก็ต้องใช้ประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจ ในสิ่งที่เราจะลงทุนมากหน่อย เพราะมีความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน
วันนี้เรามาดูกันว่า การ “Leverage” ในมุมของการลงทุนใน “หุ้น” มีวิธีไหน? เหมาะกับใคร? และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
การลงทุนหุ้นแบบ “Leverage” มีวิธีไหนบ้าง?

1. ลงทุนหุ้นผ่านบัญชี Credit Balance (บัญชี Margin)
การลงทุนผ่านบัญชี Credit Balance หรือบัญชี Margin จะทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 2 เท่า จากเงินลงทุนที่เรามีอยู่
เช่น เราวางเงินเป็นหลักประกันในบัญชี Credit Balance 100,000 บาท ก็จะสามารถซื้อหุ้นได้ถึง 200,000 บาท โดยเป็นการกู้ยืมจากบริษัทหลักทรัพย์โดยตรง และเป็นการกู้ยืมเพื่อลงทุนในหุ้นเท่านั้น เอาเงินนี้ไปใช้อย่างอื่นไม่ได้
2. ลงทุนหุ้นแบบ “Block Trade” (Single Stock Futures)
“Block Trade” เป็นการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ประเภท Single Stock Futures (SSF) ที่อ้างอิงหุ้นใน SET50 และ SET100 เป็นวิธีการเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ลงทุนหุ้นที่มี Leverage ระดับ 10 – 20 เท่าของมูลค่าเงินลงทุน
เช่น ถ้าต้องการซื้อหุ้น A ราคา 100 บาทต่อหุ้น จำนวน 10,000 หุ้น ปกติต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1,000,000 บาท แต่หากลงทุนผ่าน Block trade ก็แค่สั่งซื้อ SSF ที่อ้างอิงหุ้น A โดยวางเงินประกัน “แค่หลักแสนบาท” ตามที่ TFEX กำหนด ซึ่งหุ้นอ้างอิงแต่ละบริษัทจะวางเงินประกันไม่เท่ากัน สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.tfex.co.th
3. ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ “Derivative Warrant” (DW)
“Derivative Warrant” ที่นักลงทุนเรียกกันสั้นๆ ว่า “DW” ซึ่งเป็นการลงทุนอีกรูปแบบที่นักลงทุนให้ความสนใจ เพราะ ซื้อ-ขาย ได้ง่ายผ่านกระดานซื้อหุ้นปกติ และมีอัตรา Leverage อยู่ที่ประมาณ 3 -10 เท่า
จะมีความคล้ายกันกับ การลงทุนแบบ Single Stock Futures (SSF) ที่เป็นการกู้ยืมผ่าน Market Maker เหมือนกัน แต่ DW จะเสี่ยงน้อยกว่า เพราะถ้าเกิดลงทุนผิดทาง Market Maker จะขายหุ้นออกให้เราเอง ซึ่งจำกัดการขาดทุนไว้ที่เงินต้นของเรานั่นเอง
การลงทุนหุ้นแบบ “Leverage” ช่วยนักลงทุนยังไง?
ในโลกของการลงทุน เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “High Risk – High Return” ความเสี่ยงสูง เพิ่มโอกาสทำกำไรได้สูง แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูง
เช่นเดียวกันกับการใช้ Leverage ในการลงทุน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และมีความระมัดระวัง จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรแบบทวีคูณ ยกตัวอย่างนักลงทุนที่เหมาะกับการใช้ Leverage





















