เปิด! ผลประกอบการ “หุ้นพื้นฐานแกร่ง” เจอ COVID-19 กระทบแค่ไหน?

วันนี้เราได้เลือก “หุ้น Blue Chip” ที่คุ้นเคยกับชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ สามารถสตรองสู้วิกฤตได้ดีแค่ไหน?

หุ้น Blue Chip” คือหุ้นที่มีพื้นฐานธุรกิจที่ดี มีความมั่นคง ผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง มีสภาพคล่อง ในการซื้อขายค่อนข้างสูง Market Capitalization ขนาดใหญ่ และอยู่ในดัชนี SET50

1. ADVANC : บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยว และการลดลงของยอดขาย ซึ่งเป็นผลจากศูนย์บริการในห้างสรรพสินค้าถูกปิดชั่วคราว การ Work from home ส่งผลให้ความต้องการใช้งานอินเทอรเ์น็ตเพิ่มขึ้น แต่ด้วยส่วนลดและแพ็คเก็จ แบบใช้งานดาต้าไม่จำกัด (Unlimited Data) ทำให้ไม่ได้เห็น ผลเชิงบวกต่อรายได้เท่าที่ควร

2. AOT : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
เนื่องจากเหตุการณ์ COVID-19 ทำให้ปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารลดลงโดยเฉพาะโดยสารสัญชาติจีน รวมถึงมาตรการที่หลายประเทศห้ามเดินทางเข้าออกประเทศ และหลายสายการบินต่างยกเลิกเที่ยวบิน

3. BDMS : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
รายได้จากการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยลดลงประมาณ 5% โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มาจากต่างประเทศอย่างตะวันออกกลางและจีน รวมถึงปีที่แล้วไตรมาส 1/2562 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในโรงพยาบาลรามคำแหงเลยทำให้กำไรดูลดลงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หากตัดกำไรพิเศษออกไปจะทำให้กำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ลงลงแค่ 6%

4. BEM : บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน)
ตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.เป็นต้นมา ประกอบกับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่น การปิดสถานที่เสี่ยง ห้ามทำกิจกรรมในสถานที่แออัด ส่งผลให้ปริมาณจราจรบนทางพิเศษลดลง รวมไปถึงนโยบายทำงานอยู่บ้าน (Work From Home) ส่งผลให้ การเดินทางของผู้โดยสารรถไฟฟ้าลดลงอย่างมาก

5. CPALL : บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ธุรกิจมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการยังน่าพอใจและเติบโตอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแห้ง อาหารกระป๋องและเครื่องดื่มอย่างไรก็ตามยอดขายเฉลี่ยของร้านสะดวกซื้อเดิมลดลง 4.0% เนื่องมาจากมาตรการควบคุมการระบาดของโรคจากรัฐบาล อาทิ จํากัดการเดินทาง การขอความร่วมมือให้อยู่ที่พักอาศัย

6. MINT : บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 63 ออกมา -404.1% มีสาเหตุหลักจาก ผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ท่ีมีต่อทั้งสามธุรกิจของบริษัท ที่มีการปิดโรงแรม, สาขาร้านอาหาร และจุดจำหน่ายสินค้าของธุรกิจไลฟ์สไตลเ์ป็นจำนวนมาก ตลอดจนจำนวนนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติ ที่ลดลงเนื่องจากมาตรการจำกัด การเดินทางและการปิดประเทศ

7. PTT : บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 63 ออกมา -105.3% สาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมากของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งเป็นผลจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันใน 1Q2563 สภาวะอุปทานล้นตลาด จากการที่กลุ่มโอเปกและพันธมิตรไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตได้ ประกอบกับการความต้องการใช้ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสาเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งนำไปสู่มาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ

อ้างอิง : สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์
Facebook Comments
SHARE
Preecha Manop
ปรีชา มานพ CFP®, IP, FChFP นักวางแผนการเงินรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจอยากให้คนไทยมีความมั่นคงและความมั่งคั่ง ในชีวิต ผ่านการออกแบบชีวิตและวางแผนการเงิน