5 สัญญานเตือน วิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่!

เจพีมอร์แกน สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก เคยออกมาเตือนว่า “วิกฤติการเงินโลก” ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในปี 2020 นี้ โดยพิจารณาจากสถานการณ์การเงินด้านลบหลายๆ ส่วนมาประกอบกัน

ครั้งนี้มาดูทางด้าน World Economic Forum กันบ้าง ก็ได้ทำการรวบรวมสัญญานเตือน วิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่! ไว้ 5 ข้อ ดังนี้ มาดูกัน…

1. หนี้สินล้นโลก

ทั่วโลกมีหนี้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 225% ของ GDP โลก เป็นเงินกว่า 164 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าวิกฤต Hamburger ในปี 2009 เสียอีก โดยที่ระดับหนี้สินโลกดังกล่าวไม่เคยสูงเท่านี้มานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  

สิ่งนี้บังคับให้ประเทศที่มีหนี้สูงต้องพยายามสร้างรายได้มากขึ้นเพื่อกลบหนี้ของตัวเอง ซึ่งหากไม่สามารถทำได้ ก็จะต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและชะลอตัว ที่มีผลต่อประเทศเป็นอย่างมาก แม้จะถอถอยหรือชะลอตัวเพียงเล็กน้อยก็ตาม

2. ความผันผวนจาก “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets)

เนื่องจากมีตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง เมื่อเห็นโอกาสทำกำไร กลุ่มนายทุนจึงแห่นำเงินทุนให้ไหลเข้าในตลาดประเทศนั้นๆ แต่เมื่อเกิดปัจจัยความผันผวนขึ้น กลุ่มนายทุนก็นำเงินทุนให้ไหลออกจากตลาดประเทศนั้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าทั่วโลกและค่าเงินของประเทศนั้นๆ อย่างรุนแรง

ตัวอย่างเช่น การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2.2 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมเมื่อเดือนก่อนซึ่งไหลเข้ามาถึง 13.7 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวอย่างประเทศที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ตุรกี, อินโดนีเซีย และ อาร์เจนติน่า

3. สงครามการค้าระหว่าง จีน vs สหรัฐ

เนื่องจากความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่โตที่สุด อันดับ 1 และ 2 ของโลก  นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีหนี้สินสูงที่สุด 2 อันดับแรกของโลกอีกด้วย คือ 48.1 ล้านล้านดอลลาร์ และ 25.5 ล้านล้านดอลลาร์ตามลำดับ ดังนั้นไม่ว่าประเทศไหนจะล้ม ก็ส่งผลกับตลาดเงินทั่วโลกอย่างร้ายแรง

สิ่งนี้ก็ให้เกิดความวิตกซึ่งดึงตลาดหุ้นจีนให้ตกลงถึง 20% แล้วคาดว่าจะส่งผลแบบเดียวกันไปทั่วโลก และยังจะส่งผลกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากความวิตกกังวลเรื่องค่าเงินจากวิกฤตดังกล่าว

4. วิกฤตใหญ่ของภาคธนาคาร

วิกฤตสภาพคล่องในระบบการเงินทั่วโลกอันเกิดมาหลัง Lehman Brothers สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐล้มละลายในปี 2008 ยังคงมีผลมาถึงทุกวันนี้ แม้จากบทเรียนที่ผ่านมาจะทำให้ธนาคารรายใหญ่หลายแห่ง ลดการพึ่งพาดอกเบี้ยจากสินเชื่อระยะสั้น และเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการดำรงเงิน เพื่อต้านทานภาวะวิกฤตและลดความรุนแรงตามวัฏจักรเศรษฐกิจลง แต่ในปัจจุบันก็ยังมีสถาบันการเงินอีกหลายแห่งที่ยังตกอยู่ในความเสี่ยง ซึ่งเห็นได้ชัดจากการล้มละลายของธนาคารในอิตาลี กรีซ และสเปน ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำความล้มเหลวของกลไกการควบคุมเงิน

นอกจากนี้อีกความเสี่ยงคือ “ธนาคารเงา” หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่ให้บริการแบบเดียวกัน เช่น บริษัทประกันภัย หรือ กองทุน ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในทั่วโลกตั้งแต่เกิดวิกฤตสภาพคล่อง และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 15% เป็น 38% ในระยะเวลา 8 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะจีนที่ประสบปัญหา “ธนาคารเงา” สูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130% ของ GDP

5. การโจมตีทางไซเบอร์

นักวิเคราะห์หลายคนกังวลว่าตัวจุดชนวนวิกฤตทางการเงินครั้งใหม่ อาจเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากการระบบการเงินในปัจจุบันซึ่งเชื่อมต่อกับระบบดิจิตอลอย่างสมบูรณ์ โดยการโจมตีดังกล่าวถูกให้ความสนใจอย่างมาก ว่าเป็นปัญหาที่จะต้องพึงระวังมากเป็นอันดับ 1 จากผลสำรวจความเชื่อมั่นในระบบธนาคารตั้งแต่ปี 2013 เพราะหากเกิดการโจมตีเหล่านี้ในระดับมหภาคขึ้นจริง ระบบเศรษฐกิจของโลกยังไม่มีการเตรียมตัวรับมืออย่างเหมาะสมกับปัญหานี้นัก ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตทางการเงินระดับโลกครั้งใหม่ได้

ปล. อาจจะเกิดหรือไม่เกิด? ไม่มีใครรู้!
แต่รู้ไว้จะได้เตรียมพร้อม หรืออาจจะเป็นโอกาสในการลงทุน…ก็เป็นได้ใครจะรู้

Reference : WORLD Economic Forum

Facebook Comments
SHARE
Salary Investor
เริ่มลงทุนวันนี้ เพื่ือชีวิตที่ดีในอนาคต "INVEST WELL, LIVE WELL"