Work from home or Work in an office : แบบไหนดีกว่ากัน ?

0
625

ระหว่างการให้พนักงานทำงานที่ออฟฟิศ กับให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือที่ไหนก็ได้ วิธีการแบบไหน จะให้ผลลัพธ์ของการทำงานได้ดีกว่ากัน ?

เราคงได้ยินกันบ่อยๆ กับเรื่อง Work from home …
ยุคนี้เป็นยุคที่ การทำงานสามารถทำได้ทุกที่ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่า ต้องเป็นที่บ้าน สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพียงแค่เครื่องมือ เช่น มือถือ tablet laptop หรือ cpmputer ที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน internet ก็สามารถทำงานต่างๆ ได้ แทบจะเหมือนกับนั่งทำงานใน office เลยทีเดียว

แล้วการทำงานจากบ้าน หรือจากที่อื่นๆ มันพิสูจน์ได้ จริงเหรอว่าได้ผลลัพธ์ดีกว่า ทำงานในออฟฟิศ ?
[ข้อสังเกต ไม่ใช่ทุกตำแหน่งที่สามารถทำงานจากที่บ้าน หรือ ทำงานนอกที่ทำงานได้ นโยบายและทรัพยากร เช่นระบบ IT ของบริษัทก็มีส่วน ถ้าบริษัทไม่มีนโยบายที่ชัดเจน และ ไม่มีระบบรองรับการทำงานนอก Office  การจะทำงานแบบ Work from Home ก็คงเป็นไปได้ยาก]

มีข้อมูลจากต่างประเทศ เป็นบริษัท Software company จากประเทศสหรัฐ ที่มีชื่อว่า “Aha” [https://www.aha.io/] Mr. Brian D Haaff ผู้ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท เขาบอกว่าที่บริษัทของเขา ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการที่ให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ เขาได้ยกตัวอย่างประโยชน์ที่ได้ จากการที่อนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้าน หรือ จากที่ไหนก็ได้ เอาไว้ดังนี้

เรื่องแรก : พนักงานจะมีความมุ่งมั่น มีสมาธิ และ มีความตั้งใจทำงานเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเห็นได้ชัดเจน

สาเหตุเพราะการทำงานจากที่บ้าน มีข้อดีตรงที่ พนักงานไม่ต้องมาเจอกับสภาวะแวดล้อมที่ไม่ต้องการในที่ทำงานเช่น การส่งเสียงดังที่เกิดจากคนคุยกันมากมาย เพื่อนร่วมงานชักชวนพูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือ กิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้งานล่าช้า

ผลของการทำงานที่บ้าน หรือที่อื่นๆ จะทำให้งานเสร็จตามเวลา และโดยมากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทำที่ทำงาน
ซึ่งตรงกับผลสำรวจกับพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน ที่บอกว่า 91% ของพนักงานเหล่านี้ ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และรู้สึกว่าตนเองทำได้ดีมากกว่าตอนทำที่ office เสียอีก

เรื่องที่สอง : การสื่อสารระหว่างพนักงานกันเองดีขึ้นมาก (แบบเหลือเชื่อ)

สาเหตุเพราะ ทีมงานทุกคน ต่างคนก็ทำงานอยู่ต่างพื้นที่กัน ไม่ได้ทำงานที่ทำงานเดียวกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างกันและกัน พวกเขาจึงจะต้องอาศัยเครื่องมือ และ เทคโนโลยี ต่างๆ มาช่วยเยอะมาก เพื่อทำให้การสื่อสารระหว่างกันเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม และ มีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยความคิดเห็น แก้ปัญหา และ การตัดสินใจด้วย ผลทำให้ทีมงานที่ทำงานจากที่บ้าน หรือจากที่อื่นๆ มีความเป็น Teamwork มากกว่าคนที่ทำงานใน office เสียอีก

ซึ่งมันต่างกันจริงๆ กับการทำงานที่ office เพราะ คนทำงานที่ office อาจจะคิดว่า แค่การเจอกัน คุยกันในที่ทำงาน นั่นคือ เพียงพอแล้ว ประเด็นนี้แหละ ที่ทำให้การสื่อสารขาดประสิทธิภาพ

เรื่องที่สาม : การให้พนักงานทำงานที่บ้านช่วยลดอัตราการลาออก (เฮ้ย มันตอบโจทย์​คนยุคใหม่ เช่น Gen Y เต็มๆ)

ถึงแม้ว่า การอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ ที่อื่นๆ ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะปล่อยให้พนักงานมีอิสระเสรี ดังที่พวกเขาอยากจะได้ หรือ อยากจะมี พวกเขายังคงต้องทำงานตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนดต่อไป เพียงแต่รูปแบบวิถีชีวิต หรือ ​Life Style ของการทำงานนั้นมันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

ผลลัพธ์​จากการสำรวจ พบว่า อัตราการลาออกของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานที่ office และ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า พนักงานที่ทำงานที่บ้าน มีความรับผิดชอบโดยรวมสูงขึ้นด้วย

หลายๆ องค์กร เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว จะกล้าลองเลือกเดินทางนี้ไหมครับ?
ถ้าเรายังมองเรื่องความต้องการให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายตามที่บริษัทกำหนด ดังนั้น ทำไมไม่ลองให้เขาทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ต่างไปจากเดิมดูล่ะครับ
ถ้าการทำงานใน office มันไม่ได้ สร้างผลลัพธ์ ที่ดีขึ้น ลองพิจารณา ทางเลือก เช่น Work from home ดูบ้างไหมล่ะครับ เผื่อมันจะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง และความสำเร็จที่ต่างไปจากเดิม

Facebook Comments