ถ้าเลือกผ่อนความอยากในวันนั้น คงไม่มีเงินล้านในวันนี้ (ด้วยการออมในหุ้น)

เมื่อ 3 ปีก่อน ผมตั้งใจเก็บเงินมาได้ก้อนหนึ่ง เพื่อจะเอาไปดาวน์รถ Bigbike ในฝัน ซึ่งเป็นรถที่ไฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นเจ้าของมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ตอนนั้นความอยากเข้าครอบงำอย่างมาก ฮ่าๆ

แต่พอกลับมาบ้าน ก็นั่งคิดๆ ดู … เอาไงดี ?

ถ้าเอาเงินไปผ่อนความอยากในวันนั้น ผมคงได้สนอง Need ได้สมใจอยาก แต่ในทางกลับกัน ผมจะมีหนี้ก้อนโต พร้อมกับค่าดูแลรักษารถ ค่าของแต่งรถ อุปกรณ์แต่งตัวมากหลายสิ่ง แถมมูลค่าของรถราคาตกลงทุกวัน
และที่สำคัญ ผมจะเสียโอกาสจากการทำประโยชน์จากเงินก้อนนี้ อย่างใหญ่หลวง….ในที่สุดตอนนั้น ผมจึงตัดสินใจ “เลิกผ่อนความอยาก มาผ่อนความรวยแทน”

วิธีการผ่อนความรวยของผมคือการออมเงินไว้ในหุ้น…แบบ DCA (ตัดบัญชีออมในหุ้นทุกเดือน)

อยากจะแนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือน หรือใครก็ได้ที่อยากจะเก็บเงิน อยากจะเริ่มลงทุน หรือเด็กจบใหม่เริ่มทำงานยิ่งดี “มันเป็นวิธีที่ผมใช้อยู่จริงแล้วมันได้ผลดีมาก” และจะยิ่งดีถ้าเป็นการออมลงทุนในระยะยาว 5-10 ปีขึ้นไป

และมันยังจะเป็นวิธีที่จะทำให้คุณมี Passive Income ในอนาคตได้โครตดี อีกทางหนึ่งเลยแหล่ะ !!

วิธีเปิดพอร์ตออมหุ้น ก็ตาม Link นี้ของตลาดหลักทรัพย์ได้เลย มีหลายเจ้าให้เลือก https://bit.ly/2xCi0rd  เลือกเจ้าไหนก็ได้ที่เราสะดวก ลองหาดูใน google ก็ได้ ว่าแต่ละเจ้านี้มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร…

พอเราเปิดพอร์ตเสร็จแล้ว ก็เลือกหุ้นที่คุณคิดว่าจะมีอนาคตดี 5-7 ตัว(การเลือกหุ้นลองไปศึกษาต่อได้ที่นี่ https://bit.ly/2TqpGcL) แล้วเค้าจะหักจากบัญชีเงินเดือนของคุณทุกๆ เดือน แล้วแต่ว่าใครมีน้อยออมน้อย มีมากออมมาก ตามกำลัง และต้องแบ่งเงินเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือนไว้ด้วยนะ และลงทุนด้านอื่นบ้างนะ ไม่ใช่ทุ่มหมดกับการออมในหุ้นเพียงอย่างเดียว…

ออมในหุ้น เค้าเรียกว่า “Dollar Cost Average” (DCA) การลงทุนโดยเฉลี่ยเงินลงไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจราคาหุ้นตอนนั้นว่าจะถูกหรือแพง ให้เงินมันทำงานของมันไปเรื่อยๆ “วินัยการออมเป็นหัวใจหลัก” ของการลงทุน แบบ DCA

วิธีการง่ายๆ คือ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนแล้วทำตามแผนที่วางไว้ ยกตัวอย่างเช่น 
เป้าหมายจะออมเงินล้านแรก ภายใน 7 ปี ด้วยการออมหุ้น
ก็ต้องลองมาคำนวณดูว่า ต่อเดือนเราสามารถตัดเงินไปลงทุนได้เท่าไหร่? ต้องได้ผลตอบแทนประมาณไหน? ถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น

พอเราตั้งเป้าหมายเสร็จแล้ว และรู้ว่าจะต้องตัดเงินลงทุนเดือนละเท่าไหร่แล้ว ก็เริ่มลงมือทำตามแผนที่วางไว้ และคอยติดตามผลงานบ้างนานๆ ครั้งก็ได้

สิ่งที่เราจะได้จากการออมไว้ในหุ้น คิดแบบง่ายๆ มันจะมี 3 อย่างดังนี้

1. เงินเก็บที่อยู่ในหุ้น

ตัวอย่างเช่นคุณหักจากบัญชีเดือนละ 10,000 บาทเท่ากับ 1 ปีคุณจะมีเงินเก็บไว้ในหุ้น 120,000 บาท 10 ปีคุณจะมี 1,200,000 บาท เฮ้ยเยอะนะเว้ย!! (นี่แค่เงินต้นนะยังไม่รวมผลตอบแทนเลย)
แต่ถ้ามีน้อยก็ออมน้อย มีมากก็ยิ่งออมให้เยอะขึ้นไปอีก (เงินที่เอามาออมไว้ในหุ้น ต้องเป็นเงินเย็นที่ตัดจากชีวิตได้ ลืมมันไปเลยได้ยิ่งดี)

2. เงินปันผลจากหุ้น

คุณซื้อหุ้น เท่ากับคุณเป็นเจ้าของ และเป็นหุ้นส่วนธุรกิจนั้นเชียวนะ เมื่อธุรกิจมีกำไรคุณก็จะได้เงินปันผล (อยู่ที่การเลือกหุ้นของคุณแล้วหล่ะ) ถ้าหุ้นที่คุณเลือกมีปันผลดี นั้นหล่ะคือเงินกำลังทำงานให้คุณ เพราะฉะนั้นแก้แค้นมันให้หนักให้มันทำงานหนักๆ เพื่อเราบ้าง

3. เงินส่วนต่างจากราคาหุ้น (Capital gains)

ถ้าหุ้นที่คุณเลือกบริษัทมีการเติบโตที่ดี ส่วนต่างราคาที่ได้ก็จะยิ่งทวีคูณ จากเงินต้นแค่ปีละ 120,000 บาท ถ้าออมต่อเนื่องทุกเดือนไปเรื่อย ตามกฏของสิ่งมหัศจรรย์ “ดอกเบี้ยทบต้น” อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามันอาจจะเป็นเงินล้านขึ้นมาก็เป็นได้

ถ้าคุณเลือกหุ้นเป็น ได้ผลตอบแทนสัก 12% ต่อปี ออมหุ้นที่ 10,000 ทุกๆ เดือน ครบ 6 ปี ก็มีเงินล้านได้แล้ว!!
แต่อย่าฝันหวานทุกอย่างเป็นไปได้หมด อาจจะแดงเถือกบางตัวหรือทั้งกระดานก็เป็นไปได้ เลือกหุ้นมา 5 ตัว มันคงไม่โชคร้ายแย่ทุกตัวนี้ มันต้องมีตัวที่ทำกำไรบ้างแหล่ะ หรือถ้าหุ้นตัวไหนมันห่วยจริงก็ตัดมันซะ หาตัวใหม่แทน

ส่วนตัว ผมมองแค่ได้ออมเงินและได้เงินปันผล ให้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็พอใจแล้วนะ โลภมากมักลาภหายมันจริงนะ…

ส่วนใครที่มือใหม่ยังไม่ค่อยเข้าใจก็หาข้อมูลเพิ่มดู หรือโทรไปที่โบรกเกอร์ตาม Link เลย มาร์เค้าจะอธิบายให้ฟังเองแหล่ะครับ

“เลิกผ่อนความอยาก มาผ่อนความรวยแทน” จะดีกว่าไหม?

อนาคตพอพอร์ตนี้โตเป็นล้าน ถึงเวลานั้น ค่อยคิดอีกทีว่ายังจะอยากได้ BigBike คันนี้อยู่หรือเปล่า ?!
ซึ่งตอนนั้นผมคงไม่อยากได้มันแล้ว…เพราะการเก็บออมมันทำให้เรารู้คุณค่าของเงินมากขึ้น
สามารถดูวิธีการวางแผนอย่างไรให้มีเงินล้านได้ ที่นี่
ใครสนใจลงทุนแนวนี้ก็เอาไปลองปรับใช้ดูครับ
“ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการผ่อนความรวยครับ”

Facebook Comments
SHARE
Seal_Thadsapol
ซีล ทัศน์พล ทิพย์วีรกุล | Founder & Content Creator ผู้หลงใหลในเรื่องการเงิน การลงทุน และธุรกิจ ที่มีความเชื่อว่า "เรื่องการเงินไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ทุกคนสามารถเรียนรู้และสนุกไปกับมันได้"