กองทรัสต์ SHREIT เดินหน้าเพิ่มทุนดันขนาดทรัพย์สินพุ่ง 10,000 ล้านบาท

0
215

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น โดยกอง REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเข้าลงทุนในอสังหาฯ หลากหลายประเภทแตกต่างกัน อาทิ  ศูนย์การค้า ออฟฟิศ คลังสินค้า รวมถึงโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการอสังหาฯ ที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียง ‘ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ หรือ ‘SHREIT’ เป็น REIT เพียงกองเดียวในกลุ่มโรงแรมที่มีสินทรัพย์ตั้งอยู่ในหลายประเทศ

‘SHREIT’ อนาคตกอง REIT โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในไทย

SHREIT บริหารจัดการโดย STRATEGIC PROPERTY INVESTORS ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดทุน และธุรกิจอสังหาฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย SHREIT ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปลายปี 2560 ซึ่งเข้าลงทุนครั้งแรกในทรัพย์สินกลุ่มธุรกิจโรงแรมระดับ 3-5 ดาวในต่างประเทศจำนวน 3 แห่งในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ได้แก่

  • โรงแรม Pullman Jakarta Central Park (Freehold)
  • โรงแรม Capri by Fraser (Leasehold)
  • โรงแรม IBIS Saigon South(Leasehold)

ล่าสุดกองทรัสต์ SHREIT มีแผนเพิ่มทุน เพื่อซื้อทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ในประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซียตามนโยบายของผู้จัดการกองทรัสต์ในการเพิ่มขนาดสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้กองทรัสต์ SHREIT เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการลงทุนในทรัพย์สินโรงแรมที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยทรัพย์สินที่กองทรัสต์ SHREITจะเข้าลงทุนเพิ่มเติมได้แก่

  • โรงแรม Sofitel Bali Nusa Dua Beach Resort (Leasehold) ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
  • โรงแรม Hilton Garden Inn Kuala Lumpur (Freehold) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยคาดว่าโรงแรมทั้งสองแห่งจะมีมูลค่ารวมกันไม่เกินประมาณ 174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,084 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ออกใหม่จำนวน 410 ล้านหน่วย และการกู้ยืมเงินอีกประมาณไม่เกิน 67.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,363 ล้านบาท โดยหลังจากลงทุนเพิ่มเติมแล้วเสร็จ คาดว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมที่กองทรัสต์เข้าลงทุนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 ล้านบาท เป็นสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ไต่อันดับสู่การเป็นกอง REIT ที่มีขนาดใหญ่ลำดับที่ 5 ของกอง REIT จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมด(1) และเป็นกอง REIT กลุ่มโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เจาะลึกทรัพย์สินที่ SHREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มเติม

โรงแรมSofitel Bali Nusa Dua Beach Resortเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการ ITDC Tourism Complex Nusa Dua ซึ่งภาครัฐของประเทศอินโดนีเซียพัฒนาให้เป็นเขตการท่องเที่ยวระดับโลก มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในช่วง 3 ปีล่าสุดอยู่ที่ 73-74% ลูกค้าที่เข้าพักมาจากหลากหลายประเทศ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนอกจากนี้โรงแรมเคยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ เช่น การประชุม APEC ในปี 2013 และการประชุม IMF ในปี 2018

ในส่วนโรงแรม Hilton Garden Inn Kuala Lumpurเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว และเป็นโรงแรมแห่งเดียวในเขต Chow Kit ซึ่งอยู่ใกล้ย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่อยู่ภายใต้การบริหารโดยแบรนด์นานาชาติที่มีชื่อเสียง ทำให้โรงแรมสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาตรฐานการบริการในระดับมาตรฐานสากลด้วยราคาห้องพักที่สามารถแข่งขันกับโรงแรมนานาชาติอื่น ๆ ในย่านศูนย์กลางธุรกิจได้เนื่องจากสามารถเดินทางไปที่ต่างๆ ได้โดยสะดวกเพราะสามารถเดินจากโรงแรมไปยังสถานีรถไฟฟ้า Monorail เพียงประมาณ 350 เมตร

ส่องภาพรวมธุรกิจโรงแรม

ทรัพย์สินที่ SHREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มทั้งสองแห่ง เรียกได้ว่าอยู่ในเมืองที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยสำหรับเกาะบาหลี ชื่อเสียงที่โด่งดังระดับโลกประกอบกับจำนวนเที่ยวบินตรงที่เพิ่มขึ้น และนโยบายฟรีวีซ่าให้แก่ 169 ประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือน เติบโตอย่างรวดเร็วในอัตรากว่า 15.6% ในปี 2560 และในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามากว่า 6.5 ล้านคน ผลักดันให้อุปสงค์ของธุรกิจโรงแรมมีโอกาสเติบโตตามไปด้วย

ขณะที่ในฝั่งของกรุงกัวลาลัมเปอร์ยังถูกจัดอันดับอยู่ใน TOP 10 ของเมืองที่มีจำนวนนักเดินทางจากต่างประเทศซึ่งเข้ามาท่องเที่ยวและทำธุรกิจมากที่สุดในโลก และยังมีอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่น่าจับตา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่นิยมมาท่องเที่ยวเมืองหลวง สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตของนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่ขยายตัวกว่า 12.3% ต่อปี

การลงทุนเพิ่มเติมของ SHREIT ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ของกองทรัสต์ และช่วยกระจายความเสี่ยงจากทรัพย์สินที่หลากหลายขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุนที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์การเติบโตของเศรษฐกิจและธุรกิจโรงแรมภูมิภาคอาเซียน…

อ้างอิง (1)
www.krungsrisecurities.com/images.aspx?filename=http://www.krungsrisecurities.com/uploads/2018/11/research_th_TH_6989_1_SHREIT_181116_PPO.pdf

[Advertorial]

Facebook Comments
SHARE
Salary Investor
ลงทุนอย่างเหมาะสมในทุกด้าน เพื่อความสุขทุกช่วงของชีวิต "INVEST WELL, LIVE WELL"