ซื้อของอย่างไรให้มั่งคั่ง ด้วยกฎแห่งการซื้อ

0
538

ของบางอย่าง ในบางช่วงเวลา ราคาสูงกว่ามูลค่า และของบางอย่าง ในบางช่วงเวลา กลับมีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า แล้วคุณจะเลือกซื้อของชิ้นไหน? และเมื่อไหร่? ดังนั้นวันนี้เราจะคุยกันเรื่อง “กฎแห่งการซื้อ” กันครับ

“Price is what you pay. Value is what you get.”
ทำความเข้าใจว่า “ราคา” ไม่เท่ากับ “มูลค่า”

ผมยกตัวอย่างที่ชัดเจน นาฬิกาสวิสยี่ห้อหนึ่ง รุ่นเดียวกันมีให้เลือกสองแบบ แบบแรกตัวเรือนเป็นแสตนเลส อีกแบบตัวเรือนเป็นทองคำ นอกจากวัสดุที่ทำตัวเรือนแล้วทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ทำไมในตลาดที่ซื้อขายกันเรือนแสตนเลสกลับมีราคาสูงกว่าเรือนทอง ทั้งๆที่เรือนทองใช้โลหะที่มูลค่าสูงกว่ามาก?

จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าตลาดให้ “ราคา” ผิดเพี้ยนไปจาก “มูลค่า” แต่เพราะอะไรเดี๋ยวผมเฉลย แล้วเราจะวัดมูลค่าของของสิ่งนั้นได้อย่างไร? คำตอบคือวัดได้ยากและมีหลายวิธีครับ จากตัวอย่างเรื่องนาฬิกาเราอาจวัดมูลค่าจากวัสดุที่นำมาผลิต

แต่หลายครั้งมูลค่าขึ้นอยู่ที่แต่ละบุคคลจะมองเห็นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน หรือประโยชน์ที่แต่ละบุคคลได้จากของนั้น ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกประโยชน์นั้นว่า Utility” เช่น ถ้าเราเอาค้อนกับสิ่วให้หมอมันคงกลายเป็นของไร้ค่า หมอให้ราคามัน 0 บาทและโยนทิ้งไป เพราะมันไม่มีประโยชน์สำหรับหมอ (Utility = 0)
แต่ถ้าเราเอาค้อนกับสิ่วให้ช่างไม้ เขาจะสร้างงานฝีมือที่สามารถขายในตลาดได้ ทำให้ช่างไม้ให้มูลค่าแก่ค้อนและสิ่วและยอมจ่ายเพื่อซื้อมัน ทำให้ค้อนกับสิ่วมีราคาขึ้นมา

Supply Demand เป็นตัวกำหนด “ราคา” เสมอ 

แล้วทำไมนาฬิกาตัวเรือนแสตนเลสถึงมีราคาตลาดสูงกว่านาฬิกาเรือนทอง? นี่คือเฉลย ก็เพราะในตลาดมีคนต้องการนาฬิกาแสตนเลสมากกว่า อาจจะเพราะ ณ เวลานี้คนนิยมใส่นาฬิกาที่ดูสปอร์ตมากขึ้น หรือมองว่านาฬิกาทองดูเชย ทำให้ความต้องการนาฬิกาทองมีน้อย ในขณะที่ในตลาดมีคนขายออกมามาก

คนขายก็เลยลดราคาลงจนกว่าจะมีคนยอมจ่าย ซึ่งถึงจุดที่ถูกกว่านาฬิกาแสตนเลส ความต้องการซื้อ เราเรียกว่าอุปสงค์ หรือ Demand ส่วนความต้องการขายเราเรียกว่า อุปทาน หรือ Supply และกฎข้อสำคัญที่สุดคือ ทุกอย่างในโลกนี้ที่จะสามารถซื้อขายหรือตั้งราคาได้ ราคาของมันจะถูกกำหนดด้วย Supply และ Demand เสมอ
ถึงจุดนี้คุณคงเห็นแล้วว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ “ราคา” ไม่เท่ากับ “มูลค่า” และคนที่มีความสามารถมองเห็นมูลค่า ภายใต้ราคาที่ต่ำกว่า ก็จะได้เปรียบในการซื้อ

ตัวอย่างข้อมูลจาก Knight Frank ได้ทำการสำรวจรวบรวมสถิติ การลงทุนกับของสะสมหรูในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาพบว่าของสะสมเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างมาก จนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว! อ่านต่อที่นี่

เข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคา (Depreciation) 

ราคา กับ มูลค่าเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ของที่เราซื้อมาแทบทุกอย่างจะมีค่าเสื่อมราคา เพราะของเราใช้ไปมันก็สึกหรอไปตามเวลา เช่น รถยนต์ซื้อมา 1,000,000 บาท ไม่กี่ปีต่อมาเราขายต่อ ตลาดอาจจะให้ราคารถของเราแค่ 600,000 บาท

จะเห็นว่าค่าเสื่อมราคาเป็นตัวทำลายความมั่งคั่งและควรนำมาพิจารณาเวลาซื้อของครับ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่รวยมากๆ ที่ผมรู้จักหลายคนไม่เคยซื้อรถป้ายแดงเลย เพราะเขาเห็นมูลค่าของรถมือสองที่วิ่งมาไม่กี่ปีคันนั้นมากกว่า 600,000 บาท ดังนั้นเราต้องใช้ความระมัดระวังและคิดให้รอบคอบขึ้นถ้าจะซื้อของที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็วเช่น พวกสินค้าในกลุ่มไอทีครับ ผมมองเป็นตัวทำลายความมั่งคั่งเลยครับและพยายามซื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ของบางอย่างไม่เสื่อมราคาแต่ราคาเพิ่มขึ้น

คนรวยจะไม่ค่อยซื้อของที่เสื่อมราคาอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามพวกเขาจะซื้อของที่มูลค่าและราคาเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยกตัวอย่าง ถ้าวันนี้คุณซื้อนาฬิกาก๊อปปี้เกรดเอจากจีน ราคาขาย 15,000 บาท มูลค่าจะเป็น 0
บาททันที เพราะผมถือว่าขายต่อไม่ได้ ผิดกฎหมาย จึงไม่มีราคาและมูลค่า ถ้าวันนี้คุณซื้อนาฬิกาแฟชั่นราคา 15,000 บาท อีก 1 ปีถัดไปอาจจะขายต่อได้ 5,000 บาท (เสื่อมราคา)

แต่ถ้าวันนี้ซื้อนาฬิกาสวิสมือสอง ราคา 200,000 บาท อีก 1 ปีถัดไปอาจจะขายต่อได้ 220,000 บาท
จริงๆ แล้วมีของหลายอย่างที่เป็นของที่สามารถใช้งานได้ และราคาเพิ่มสูงขึ้นได้เรื่อยๆ คือเรียกได้ว่าซื้อของกลุ่มนี้เงินไม่หาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม ทะเบียนรถเลขสวย รถคลาสสิค โมเดลต่างๆ และของเล่นและของสะสมอีกหลายอย่าง ที่สามารถเป็นทรัพย์สินในการลงทุนได้ด้วย

น่าเศร้าว่าตั้งแต่เด็กเราถูกปลูกฝังว่าของแบรนด์เนมคือสิ่งไม่ดี ถ้าซื้อมาใช้แล้วจะกลายเป็นเด็กใจแตก ทั้งที่จริงถ้าศึกษาอย่างเข้าใจจะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เทคนิคความประณีต ดีไซน์ และธุรกิจการตลาดด้วย จริงๆ ควรสอนเด็กให้เข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลและซื้อด้วยสติมากกว่า

ซื้อคุณภาพ อย่าซื้อปริมาณ

ถ้าใครมีนิสัยชอบซื้อของจุกจิก ของเล็กน้อยราคาไม่แพง แต่ซื้อบ่อยๆ ซื้อง่าย ดูเผินๆ เหมือนจะไม่อันตรายเพราะของราคาไม่กี่บาท แต่ความเป็นจริงนิสัยนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพทางการเงินมากกว่าที่คิดครับ เพราะพอของราคาไม่แพงทำให้จ่ายเงินออกไปง่าย และถ้าจ่ายบ่อยขึ้นๆ ก็จะยิ่งจ่ายง่ายขึ้น พอรวมๆ กันก็อาจจะเป็นเงินเยอะมากโดยไม่รู้ตัว
แถมของจุกจิกส่วนใหญ่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ แต่การที่จ่ายง่ายเป็นนิสัยทำให้ไม่ได้ใช้ความคิดอย่างรอบคอบก่อนจะซื้อ

แทนที่จะซื้อของจุกจิกคุณภาพต่ำบ่อยๆ ขอให้ซื้อของที่มีคุณภาพ แต่ลดความถี่ในการซื้อแทน ซึ่งถ้ามองในระยะยาวอาจจะประหยัดกว่าด้วยซ้ำเพราะของที่มีคุณภาพจะมีอายุการใช้งานที่นานกว่า นอกจากนั้นของที่มีคุณภาพใช้งานได้อย่างดีมีดีไซน์ที่ดียังทำให้คุณภาพชีวิตดีกว่าอีกด้วย ที่สำคัญยังเป็นการฝึกให้เราวางแผนและใช้ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลก่อนตัดสินใจจะจ่ายเงินด้วยครับ

อย่าหลงกลการส่งเสริมการขาย (เหยื่อการตลาด)

หลายครั้งที่สินค้าลดราคาล้างสต๊อกมีราคาถูกมากๆ ถูกจนเรียกได้ว่าราคานั้นต่ำกว่ามูลค่าอีก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพรีเมียมแบรนด์และสินค้าที่เป็นแฟชั่น บางครั้งช่วงเปลี่ยนฤดูการทางผู้ผลิตจำเป็นต้องล้างสต๊อก ราคาขายอาจลดถึง 70-90% เลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าของจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช่ของที่เราใช้หรือไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับเรา ซื้อมาเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ หรือถ้ามองแบบเศรษฐศาสตร์คือ Utility = 0 บาท แต่เราต้องเสียเงิน x บาทเพื่อให้ได้มันมาเก็บไว้ที่บ้าน

หลายคนอาจอ้างว่าซื้อมา “เผื่อไว้” ก่อน แต่อย่าลืมกลับไปอ่านข้างบนเรื่องค่าเสื่อมราคา และค่าเสียโอกาสที่จะนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นให้งอกเงย หรือค่าเสียโอกาสที่ต้องมีสิ่งของไม่ได้ใช้ตั้งกินพื้นที่ที่บ้าน

“ของถูกที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเรา = ของแพงมาก”

อย่างกตระหนี่ถี่เหนียวประหยัดจนเกินพอดี

ของบางอย่างถ้าจำเป็นต้องจ่ายก็ต้องจ่ายครับ อย่าเก็บมาคิดมาก บางทีการยอมเสียเงินในระยะสั้นแต่ในระยะยาวนั้นคุ้มค่ากว่ามาก เช่น การดูแลบำรุงรักษารถยนต์ บางคนประหยัดไม่เปลี่ยนถ่ายของเหลวหรืออะไหล่ตามระยะที่กำหนด หรืออะไหล่ที่สำคัญบางอย่างไปซื้อของมือสองมาใส่ เวลามันเสียมันไปกระทบชิ้นส่วนอื่นๆ ทำความเสียหายมาก กลายเป็นมีค่าใช้จ่ายมากกว่าอีก เคล็ดลับคือการมองภาพรวมในระยะยาวครับ

และสุดท้าย อย่าประหยัดจนเกินพอดีจนชีวิตไม่มีความสุข เพราะจุดประสงค์ของการสร้างความมั่งคั่งคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคงและมีความสุข คนเรามีความชอบความหลงใหลแตกต่างกัน ของที่ทำให้เรามีความสุขหรือคนที่เรารักมีความสุขสามารถซื้อได้ แต่ต้องซื้อด้วยสติและการวางแผนที่ดี ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น ความสุขนั้นถึงจะยั่งยืนครับ

Facebook Comments
SHARE
Nuntadej Sutthideshanai
จบปริญญาตรีและโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และเคยร่วมงานกับ Idea360 บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดจนมีประสบการณ์ในหลายกลุ่มธุรกิจ ปัจจุบันเป็น CEO บริษัท 8020 Syndicus จำกัด ให้บริการด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบภายใน และ 8020 Décor ให้บริการตกแต่งภายในครบวงจร