Tips การแบ่งสัดส่วนรายได้ให้ไม่ต้องใช้เงินแบบเดือนชนเดือน

0
63

รายได้กับค่าใช้จ่ายเป็นของคู่กัน เมื่อเข้าสู่ชีวิตในวัยทำงานที่ปราศจากเงินสนับสนุน เงินค่าขนมจากครอบครัวแล้ว เราทุกคนต่างหูตาตื่นจากตัวเลขค่าใช้จ่ายที่มากเกินกว่าที่ตัวเองคิดไว้ เอ้า! ก็แค่กินข้าว ซื้อของนิดหน่อย เดินทางก็เป็นกิจวัตรธรรมดาไม่ใช่เหรอ อย่าว่าแต่เรื่องเก็บเงินลงทุนเลย เงินยังจะไม่ค่อยพอใช้เลยด้วยซ้ำ! ทุกคนเคยประสบปัญหาหรือสภาวะแบบนี้กันมาบ้างใช่รึเปล่า?

เรื่องหารายได้ว่ายากแล้ว หลายคนอาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่า “การบริหารรายได้” นั้นยากเสียยิ่งกว่า เพราะต่อให้เราสามารถหาเงินมาได้มากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้จักการบริหาร การจัดสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ เงินมากมายที่หามาได้ก็สามารถหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน

การใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่มันหมายถึงการย่ำอยู่กับที่ของสถานภาพทางการเงิน คุณไม่มีทางลงทุนได้ถ้าไม่มีเงินออม เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ถ้าไม่มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน ดังนั้นการแบ่งสัดส่วนรายได้ออกเป็นส่วนๆจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามของทุกๆคน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดๆก็ตาม

วันนี้เราจึงมี Tips การแบ่งสัดส่วนรายได้หลากหลายวิธี เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้กับทุกๆคนในการจัดการเงินของตัวเองให้เป็นระบบระเบียบและพร้อมที่จะเติบโตทางการเงิน ถ้าอ่านดูแล้วคิดว่าตัวเองเหมาะกับแนวทางไหน ก็ลองนำไปใช้กันได้นะครับ

1.แยกบัญชีเพื่อความเป็นระบบ

ในเมื่อรายได้ที่ได้รับมาอยู่ในรูปของเงินก้อน การใช้จ่ายและออมในบัญชีเดียวกันอาจเป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนว่าตกลงแล้วเราจะออมเงินหรือใช้จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่กันแน่ ท้ายที่สุดแล้วสัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่งอาจมากเกินกว่าที่เราต้องการให้เป็น จนเกิดเหตุการณ์อย่างการใช้เงินแบบเดือนชนเดือนขึ้น

ปัญหานี้แก้ได้โดยการ “แยกบัญชี” ให้ชัดเจนไปเลยว่านี่เป็นเงินที่เราต้องการใช้เพื่อทำอะไรกันแน่ ดังนี้

  1. บัญชีเงินออม – สำหรับการออมเงิน การลงทุนในอนาคต หรือไว้ใช้ยามฉุกเฉิน  
  2. บัญชีค่าใช้จ่ายประจำ – สำหรับการชำระค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น ค่าไฟฟ้า ประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน
  3. บัญชีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน – เป็นบัญชีท้ายสุดที่คงเหลือจากการหักโอนเข้าบัญชีเงินออมและบัญชีค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งเป็นเงินที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัด เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

(คิดสัดส่วนเป็น % ตามความเหมาะสม อาทิ อยากออมมาก ก็หักเงิน 30% ไปเป็นเงินออม)

“รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน”

ด้วยการใช้เทคนิกนี้ ข้อดีคือเงินรายได้ของเราจะถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างอัตโนมัติ และคงที่เท่ากันในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นในทุกๆเดือนอย่างแน่นอน และยังสามารถจัดการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างไม่ลำบาก อย่างไรก็ตามการใช้เทคนิกนี้อาจมีข้อจำกัดตรงที่เราไม่สามารถยืดหยุ่นเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากนัก เพราะเงินบางส่วนนั้นถูกโอนย้ายไปในบัญชีอื่นๆแล้วนั่นเอง

2.กำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง

เทคนิกนี้อาจฟังดู Hardcore แต่ถ้าทำได้จริง ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เราสามารถออมเงินได้มากกว่่าวิธีอื่นๆ แต่ยังส่งผลไปถึงวิถีดำรงชีวิตของเราอีกด้วย นั่นคือการ “กำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง” นั่นเอง

อาทิ จากรายได้ 20,000 บาท เรากำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง 6,000 บาท (หาร 30 = 200 บาทต่อวัน) ในส่วนที่เหลือ หักค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนแล้วที่เหลือกลายเป็นเงินออมทั้งหมด

เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

“รายได้ – ค่าใช้จ่าย (กำหนด) = รายได้ส่วนเหลือ – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินออม”

จะเห็นได้ว่าวิธีนี้ไม่เพียงส่งผลให้เราออมเงินได้มากกว่าวิธีอื่น เนื่องจากเงินออมเป็นปลายทางที่เงินส่วนที่เหลือไปบรรจบ แต่ยังส่งผลให้วิถีการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเองอีกด้วย อาทิ จากที่เราสามารถใช้เงินยังไงก็ได้ เราก็ต้องคิดก่อนที่จะจ่ายเงินในทุกๆการใช้จ่ายของเราแทน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้ในงบประมาณที่จำกัด

อย่างที่เกริ่นไปว่าวิธีนี้ค่อนข้าง Hardcore เรียกได้ว่าเป็นการ “รัดเข็มขัด” เลยก็ว่าได้ แต่ก็เป็นวิธีการแบ่งสัดส่วนเงินที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนวิถีการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยได้อย่างชะงักเลยทีเดียว

3.ออมวันละ…

เทคนิก Old School ที่นอกจากจะทำได้ง่ายแล้วยังเป็นเทคนิกที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในบรรดาเทคนิกอื่นๆที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ง่ายมากๆเพียงหา Piggy Bank (กระปุกออมสิน) มาไว้สักอัน แล้วกำหนดเงินออมรายวันให้กับตัวเอง อาทิ “ออมวันละ 50 บาท” , “ออมวันละ 100 บาท” ฯลฯ แล้วแต่เราจะกำหนด

เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

“รายได้ – ค่าใช้จ่ายประจำวัน = รายได้ส่วนเหลือ – เงินออม (กำหนด) = รายได้ส่วนที่เหลือในวันถัดไป”

และ

“รายได้ส่วนที่เหลือ – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินออม (ส่วนเพิ่ม)”

เรียกได้ว่าเป็นเทคนิกที่สบายที่สุด เพราะมีข้อจำกัดน้อยที่สุด คือเราจะใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ ขอเพียงมีเงินที่จะต้องออมให้ได้รายวันตามที่กำหนดเท่านั้น แต่ในทางกลับกันนั้น เทคนิกนี้ก็เป็นเทคนิกที่มีประสิทธิภาพในการออมน้อยที่สุดเช่นเดียวกัน และต้องอาศัยวินัยการใช้เงินอย่างเคร่งครัดเป็นตัวคุมสติให้เหลือเงินออมตามที่ตัวเองกำหนดไว้ในตอนจบอีกด้วย

เราทุกคนต่างเคยเห็นคนใช้วิธีนี้จากกระทู้รีวิวการออมเงินทั่วไปตามบอร์ดสนทนายอดฮิต และพบกับความประหลาดใจว่าถึงจะทำเล่นๆแต่ได้ผลมานัดต่อนัดแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ตาม 3 Tips ดังกล่าวนี้เป็นเพียงแนว Idea สำหรับการแบ่งสัดส่วนรายได้เพื่อการออมเงินเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้เป๊ะๆ เพราะแต่ละบุคคลต่างก็มีวิถีการดำรงชีวิต วิถีการใช้เงินที่แตกต่างออกไป สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสมควรและเหมาะกับตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าผิดกฎที่ตั้งไว้กับตัวเอง” และ “อย่าลืมทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย” เพื่อติดตามการใช้จ่ายของตัวเอง

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนโชคดี ไม่มีหนี้ ไม่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน สวัสดีครับ

 

Facebook Comments
SHARE
Teedanai Cholvatanapong
จบเศรษฐศาสตร์ มศว แต่ใจรักงานสาย Creative จึงผันตัวมาเป็น Content Creator ในปัจจุบัน ยึดถือคำพูดที่ว่า "ถ้าคุณสามารถล้มเหลวในสิ่งที่ไม่ชอบได้ ทำไมถึงไม่ลองทำในสิ่งที่ชอบดูล่ะ"