ทุกปัญหาต้องมีทางออกเสมอ สไตล์ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

0
503

HIGHLIGHT

  • โดนหักอกจากการถูกปฎิเสธไม่ให้เรียนที่ Harvard Business School เขาเสียใจ แต่ก็เดินหน้าต่อ จนได้รู้ว่าไอดอลการเงินของอย่าง Benjamin Graham (เจ้าพ่อการลงทุนแบบ VI) และ David Dodd สอนที่ Columbia Business School เขาเลยเขียนไปหาอาจารย์ทั้งสอง โดยขึ้นต้นว่า “เรียนศาสตราจารย์ Dodd ผมอ่านหนังสือของพวกคุณมานานมาก และคิดว่าคุณตายไปแล้ว แต่ในเมื่อคุณยังไม่ตาย ช่วยรับผมเข้าเรียนหน่อยได้ไหม” แน่นอนว่าเขาได้เรียนที่นี่
  • เขาเริ่มต้นวันด้วยมันฝรั่งทอดแบบกระป๋อง (ใช่ คุณอ่านไม่ผิด แบบกระป๋อง ไม่ใช่แบบถุง) พร้อมกับน้ำอัดลมสีดำอย่างน้อยหนึ่งกระป๋องทุกเช้า พร้อมกับดื่มตลอดวัน วันละ 3-4 ปกติเป็นปกติ นอกจากนี้ เขายังชอบกินไอศกรีมเอามากๆ เมื่อถูกถามว่าทำไมกินเหมือนกับเด็ก 6 ขวบ เขาก็ตอบว่า “ก็อัตราการตายของเด็ก 6 ขวบมันน้อยนี่หน่า”

เชื่อว่านักลงทุนทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เจ้าของตำรา VI ที่ทุกคนยกให้เป็นตัวจริงทางด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) จนสื่อหลายสำนักให้ฉายาติดตัวว่าผู้วิเศษแห่งโอมาฮา” (เมืองเกิดของเขา) กันเลยทีเดียว แต่ถ้าจะให้เรามานั่งพูดถึงประวัติส่วนตัวของพ่อมดคนนี้หรือเล่าเรื่องหนทางต่างๆ สู่ความสำเร็จของเขา ก็ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ที่หลายสำนักเขาได้พูดถึงกันไปหมดแล้ว

สิ่งที่เราสนใจเป็นเรื่องก่อนหน้าความสำเร็จเหล่านั้นต่างหาก ชายที่มีทรัพย์สินรวมกว่า 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ย่อมไม่ได้ทุกอย่างมาแบบสบายๆ อย่างแน่นอน เขาต้องเจอกับอุปสรรค และปัญหานับร้อยนับพันที่ชวนให้ท้อใจไปแล้ว ทั้งในเรื่องของการลงทุน และชีวิตส่วนตัว เราจะมาดูกันว่าเทพเจ้าแห่งโอมาฮาคนนี้ มีวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไรบ้าง เผื่อว่าเราอาจจะนำแนวคิดเหล่านั้นมาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้เช่นกันนะครับ

warren buffett

มองปัญหาให้เจอก่อนที่มันจะเกิด

ไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการเงินหนักๆ มาได้ตลอด ด้วยการที่เข้าไปเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับตัวกิจการที่จะซื้อด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ทำให้รู้ตื้นลึกหนาบางของบริษัทนั้นๆ จนกระทั่งทำนายได้ว่าบริษัทไหนกำลังจะรุ่งหรือร่วง และหลายครั้งก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักลงทุนได้เสมอ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่เหล่านักลงทุนถึงเรียกเขาว่า เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา นั่นเอง

มีแผนสำรองและทางหนีทีไล่อยู่เสมอ

คงมีคนคิดว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ อาจจะจบมาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ต้น และทำให้เขาโลดแล่นในวงการเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่จริงๆ แล้ว เขาอกหักจากสถาบันชื่อดังอย่าง Harvard ในระดับปริญญาโท แต่ก็ไม่ยอมแพ้ในเรื่องของการศึกษาต่อ กระโดดเข้าหามหาวิทยาลัย Columbia ทันที
หรือเมื่อกำลังจะทำการลงทุนอะไรสักอย่าง เขาก็จะศึกษาความเป็นไปได้ของหุ้นตัวอื่นๆ อีกอย่างน้อย 3-4 ตัว เพื่อเป็นทางเลือกสำรอง หากหุ้นตัวหลักเกิดเหตุขึ้น การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยไม่ให้เกิดภาวะตระหนกจนเกินไป ซึ่งหลายครั้งมักจะก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมตามมาด้วย

กล้าเผชิญกับความกลัวด้วยประสบการณ์

เชื่อหรือไม่ว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำแบบนี้จริงๆ ในการลงทุนของเขา เมื่อเขากลัวหรือไม่แน่ใจในอะไร ก็จะลองลงมือทำพร้อมศึกษาด้วยตัวเอง และเมื่อมั่นใจแล้วก็ค่อยลงทุน และแน่นอนว่าเมื่อพลาดกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เขาก็มีบทเรียนเอาไว้รับมือกับเรื่องใหญ่ๆ ได้ตลอด ซึ่งต่างจากหลายคนที่ กล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงมือทำ เพราะกลัวความผิดพลาด แต่เมื่อมีข่าวลือที่ยั่วด้วยผลตอบแทนสูงแต่ไม่ปรกติ กลับไม่กลัว พร้อมกระโดดเข้าใส่ เพราะไม่มีประสบการณ์และมองไม่ออกถึงสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล สิ่งที่คนเหล่านั้นเจอคือความเจ็บตัวขั้นหนักนั่นเอง

วิเคราะห์ปัญหาให้แตก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ติดนิสัยวิเคราะห์มาจากตอนเด็กๆ ที่เจ้าตัวขยันทำงานพิเศษอยู่ตลอดเวลา ทั้งรวมเงินกับพี่สาวซื้อหุ้น หรือชวนเพื่อนไปซื้อตั๋วแข่งม้า งานทั้งหมดช่วยให้เขาชอบเก็บข้อมูลและนำมันมาวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา (ก่อนหน้าที่คำว่า Big Data จะฮิตเสียอีกเมื่อนำนิสัยนี้มาใช้ในการลงทุน เขาจึงสามารถวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของธุรกิจแต่ละประเภทได้แบบแตกฉาน คำนวนและกระจายความเสี่ยงได้แม่นยำ รวมไปถึงวางแผนการเงิน ให้รัดกุม ทำบัญชีโดยไม่ปล่อยให้เกิดรูรั่วในกระแสการเงินของเขา ข้อนี้สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้อย่างดี เพราะหลายคนโดยเฉพาะในยุคนี้ มักปล่อยให้ข้อมูลผ่านเข้ามาและปล่อยเลยไป โดยไม่วิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

เลือกทางเดินแล้วต้องแน่วแน่

นี่อาจเป็นคำแนะนำทั้งการลงทุนและใช้ชีวิต เมื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กำลังหามองบริษัทหรือสายธุรกิจที่จะลงทุน เขาก็จะลงแต่ประเภทที่สนใจ โดยไม่ได้สนใจกระแสว่าอาจจะมุ่งหน้าไปอีกทาง ยกตัวอย่างเช่น เขาคิดว่าธุรกิจประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน เขาก็ลงทุนในนั้น ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กำลังเห่อกับธุรกิจค้าปลีกอยู่ก็ตาม เขาก็แน่วแน่ในทางของตัวเอง ไม่สนใจตามกระแส นอกจากนี้ เขายังมีไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย ไม่เหมือนกับเศรษฐีหมื่นล้านที่เราคิดกันไว้แม้แต่น้อย ในเมื่อเขาไม่สนใจ และไม่นำสิ่งเหล่านั้นมารบกวนสมาธิ ผลที่ได้ก็คือการลงทุนที่แม่นยำและสร้างผลกำไรมหาศาลนั่นเอง

หลักการคิดของนักปราชญ์การเงินคนนี้ไม่ได้มีแต่เพียงแค่นี้แน่นอน แต่รวมๆ แล้ว สิ่งที่เขาแสดงให้เห็นก็คือการทำงานหนัก หมั่นสะสมความรู้เพื่อรับมือกับปัญหา และรู้จักตัวตนของตัวเองได้ดี ข้อคิดทั้งหมดนี้ไม่ได้แสดงว่าเขาเป็นผู้แตกฉานในหลักคณิตศาสตร์ชั้นสูงใดๆ เลย เขาเองยังเคยพูดติดตลกไว้ว่า ถ้าหากการซื้อหุ้นหรือการลงทุนต้องใช้หลักวิชาคณิตศาสตร์จริงๆ แล้วล่ะก็ ทุกวันนี้เขาก็อาจจะยังเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์อยู่ก็ได้ ก็ขอให้ผู้ที่สนใจในการลงทุน ได้ใช้ประโยชน์จากแนวคิดของผู้วิเศษแห่งโอมาฮาคนนี้กันอย่างเต็มที่นะครับ

Reference : 
https://en.wikipedia.org/wiki/Warren_Buffett
https://fs.blog/2015/
Photo credits:
www.cbc.ca/news/business
https://content.linkedin.com/

Facebook Comments
SHARE
Bearye
นักรัฐศาสตร์ผู้สนใจเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐกิจสังคมนิยม การลงทุนแบบมีธรรมมาภิบาล เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า "เงินเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ แต่เป็นเจ้านายที่เลวร้าย"