5 อัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้! ก่อนเริ่มลงทุนในหุ้น

0
808

หลายๆ คนพอเริ่มมีเงินเก็บก็มองหาการลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย ในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย แล้วแต่ความถนัดความรู้ความสามารถของแต่ละคน บางคนชอบลงทุนในอสังหาฯ หรือบางคนชอบลงทุนในธุรกิจ แต่ถ้าจะพูดถึงการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนน้อย มีสภาพคล่อง และสามารถ leverage เงินลงทุนให้ได้ผลตอบแทนได้เยอะเป็นเท่าทวี ก็คงหนีไม่พ้นการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี

การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นก่อนลงทุนเราควรศึกษาให้ดีก่อน เพราะการซื้อหุ้นก็เหมือนการเข้าไปเป็นหุ้นส่วนในบริษัทนั้นๆ ถ้าเลือกหุ้นส่วนผิด ก็ทำให้เสียทั้งเงินเสียทั้งโอกาสได้ โดยแต่ละคนก็จะมีวิธีการวิเคราะห์โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ความถนัด
สำหรับมือใหม่ที่สนใจลงทุนในหุ้น Salary Investor ขอแนะนำ 5 อัตราส่วนทางการเงินง่ายๆ ที่ควรรู้ก่อนลงทุนในหุ้น เพื่อจะสามารถนำไปวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ในการเลือกหุ้นคู่บุญที่ถูกใจไม่พาเจ้ง…

1. P/E หรือ Price to Earnings Ratio

P/E เป็นตัวที่บอกได้ว่าหุ้นตัวนั้นๆ ถูกหรือแพง เป็นอัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นกับกำไรที่บริษัททำได้ปีที่แล้ว ถ้านำ P/E ของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันมาเทียบกัน ก็จะบอกได้ว่าหุ้นแต่ละบริษัทถูกหรือแพง ยิ่งมีค่า P/E ต่ำยิ่งดี ยกตัวอย่างเช่น

หุ้นบริษัท ก. ราคาหุ้น 10 บาท
กำไรปีที่แล้ว เท่ากับ 2 บาทต่อหุ้น
ดังนั้นค่า P/E เท่ากับ 10/2 = 5 
หมายความว่าหุ้นบริษัท ก. ซื้อขายกันที่ 5 เท่าของกำไรสุทธิ

อย่างไรก็ตามค่า P/E ที่สูงอาจจะไม่ได้หมายถึงบริษัทมีราคาแพงเสมอไป เพราะในบางอุตสาหกรรม นักลงทุนมีความคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตในอนาคต
อย่างเช่น นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลว่าในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบญี่ปุ่น จึงคาดหวังว่ากลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพจะดี จึงซื้อขายกันด้วย P/E ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น

ดังนั้นเวลาเทียบ P/E ควรเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือถ้าต้องการเทียบว่าอุตสาหกรรมนี้ในไทยถูกหรือแพง ก็สามารถนำค่า P/E รวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ เทียบกับธุรกิจเดียวกันในต่างประเทศก็ได้


2. P/BV หรือ Price to Book Ratio

P/BV คืออัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นปัจจุบัน และมูลค่าตามบัญชีของบริษัท หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าบริษัทเจ๊ง เราจะได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน โดยส่วนใหญ่ค่า P/BV ยิ่งต่ำแปลว่าเรายิ่งซื้อหุ้นได้ราคาถูก ถ้าค่า P/BV เท่ากับ 1 หมายความว่าเราซื้อหุ้นได้ราคาเดียวกันกับเจ้าของบริษัท และถ้าบริษัทนั้นเจ๊ง ณ ตอนนั้น เราก็จะได้เงินคืนเต็มจำนวนที่เราลงทุนไป โดยปกติค่า P/BV ที่ต่ำ หมายถึงหุ้นตัวนั้นมีราคาถูก แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะอาจจะมีความเสี่ยงบางอย่างที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุน ดังนั้นควรต้องดูค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้นๆ เปรียบเทียบก่อนลงทุน


3. ROE% หรือ Return On Equity

ROE% คืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คำนวณจากกำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น ยิ่งมีค่า ROE% ยิ่งสูงยิ่งดีเพราะหมายความว่าบริษัทมีประสิทธิภาพในการหากำไร ซึ่งสร้างมาจากเงินของเจ้าของเองล้วนๆ ไม่ได้ไปกู้ยืมใคร
ยกตัวอย่างการคำนวณ ROE% เช่น

บริษัท ก. มีสินทรัพย์ทั้งหมด 10,000 ล้านบาท
มีหนี้สิน 5,000 ล้านบาท
ก็เท่ากับว่าเป็นส่วนของผู้เป็นเจ้าของ 10,000 – 5,000 = 5,000 ล้านบาท กำไรเท่ากับ 500 ล้านบาท
จึงคำนวณ ROE ได้เท่ากับ 500/ 5,000 (กำไรสุทธิ/ส่วนของผู้ถือหุ้น) = 10%


4. ROA% หรือ Return On Asset

ROA% คืออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ เป็นตัวบอกว่าบริษัทสามารถนำสินทรัพย์ที่มีไปสร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหน โดยสามารถคำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยสินทรัพย์ ยิ่งอัตราส่วน ROA%ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะหมายถึงความสามารถในการบริหารทรัพย์สินให้ก่อเกิดเป็นรายได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องนำมาเทียบในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะบางประเภทธุรกิจ สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้คือสินทรัพย์ทางปัญญา เช่น ธุรกิจบันเทิง เป็นต้น
การคำนวณ ROA% ยกตัวอย่างเช่น

บริษัท ก. มีสินทรัพย์ทั้งหมด 5,000 ล้านบาท
กำไรสุทธิเท่ากับ 500 ล้านบาท
จึงคำนวณ ROA ได้เท่ากับ 500/5,000 (กำไรสุทธิ/ สินทรัพย์ทั้งหมด) = 10%


5. Dividend Yield อัตราส่วนเงินปันผล

การลงทุนในหุ้นนอกจากจะได้ Capital Gain จากกำไรที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกตัวหนึ่งที่นักลงทุนควรดูและรู้ไว้ก็คือ Dividend Yield ซึ่งก็คืออัตราส่วนเงินปันผลนั้นเอง Dividend Yield จะเป็นตัวบอกว่าในปีหนึ่งบริษัทกำไรเท่าไรและจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเท่าไหร่ ยิ่งบริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะ นักลงทุนก็จะมีกำไรมากขึ้น แต่บางบริษัทก็มีนโยบายกันกำไรไว้เพื่อไปลงทุนต่อ อันนี้ต้องดูลงไปในรายละเอียดว่าการเอากำไรไปลงทุนต่อสามารถสร้างรายได้ได้มากหรือน้อยแค่ไหน หากบริษัทนำเงินไปลงทุนต่อแล้วสร้างรายได้มากกว่าที่นักลงทุนอย่างเราๆ เอาเงินปันผลไปลงทุนต่อยอดเอง ถึงแม้บริษัทจะไม่จ่ายเงินปันผลเลยก็ถือว่าดี เพราะนำกำไรไปลงทุนต่อเนื่องได้ผลตอบแทนสูงกว่าจ่ายปันผล ตัวอย่างการคิด Dividend Yield มีดังนี้

บริษัท ก. มีเงินปันผลต่อหุ้นปึละ 7 บาท
หุ้นบริษัท ก. มีราคาหุ้นละ 80 บาท
ถ้าบริษัท ก. จ่ายเงินปันผลเท่าเดิม
บริษัท ก. จะให้เงินปันผลนักลงทุนที่ 8.75% ต่อปี

เราสามารถนำ Dividend Yield ไปเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นว่าลงทุนแบบไหนได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเพื่อนำมาตัดสินใจลงทุนอีกครั้งก็ได้

อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นมีความซับซ้อนมาก เพราะการที่เราตัดสินใจซื้อหุ้นอีกนัยหนึ่งก็เหมือนการที่เราเข้าไปเป็นหุ้นส่วน ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้ดีในทุกแง่มุมก่อนตัดสินใจลงทุนค่ะ

Facebook Comments
SHARE
Lena Sireetorn
ชื่นชอบการลงทุน การบริหารธุรกิจ และการตลาดออนไลน์ ทำงานด้าน Digital Marketing ชอบอ่านหนังสือและเขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจ คติประจำใจ "Follow your passion and everything else will fall into place"