จัดพอร์ตลงทุนยังไง? ให้เหมาะกับเป้าหมายระยะยาว…

0
49

ปัญหาของนักลงทุนหน้าใหม่ที่มักจะเจอบ่อยๆ คือลงทุนไปสักพักแล้ว ไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง ก็รู้สึกท้อใจ และสุดท้ายก็ต้องเลิกล้มไปกลางทาง จริงๆ แล้วปัญหานี้มันสามารถแก้ไขได้ด้วยการ “จัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมาย” โดยเฉพาะเป้าหมายระยะยาวที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น เป้าหมายจะซื้อบ้าน เป้าหมายเพื่อเกษียณ หรือเป้าหมายทุนการศึกษาให้ลูก เป็นต้น

แล้ว “การจัดพอร์ต” ที่ว่านี้มันคืออะไร? ทำไมจึงช่วยให้เป้าหมายระยะยาวของเราสำเร็จได้? และต้องจัดพอร์ตลงทุนยังไงจึงจะเหมาะกับตัวเอง? วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจและไขคำตอบเหล่านี้กัน

1. ทำไมต้องจัดพอร์ต…การวางแผนลงทุนระยะยาวดียังไง?

“การจัดพอร์ต” (Asset Allocation) คือ การจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามที่คาดหวังในอนาคต เช่น หากเรามีเงินลงทุนอยู่ 100% เราก็อาจจะแบ่งสัดส่วนไปลงทุนในหุ้น 50% อีก 30% ไปลงทุนในตราสารหนี้ และอีก 20% ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เพื่อเป็นการแชร์ความเสี่ยง เมื่อเกิดความผันผวนในหุ้น ก็จะไม่ขาดทุนหนักจนเกินไป เป็นต้น

แต่ก่อนจะจัดพอร์ต สิ่งแรกที่เราต้องรู้ก่อนคือ…เป้าหมายการลงทุนคืออะไร?

และการตั้งเป้าหมายที่ถูกต้องควรกำหนดระยะเวลา และจำนวนเงินที่ต้องการให้ชัดเจนด้วย
ยกตัวอย่างเช่น “เป้าหมายต้องการเตรียมเงินเพื่อเกษียณ ในอีก 20 ปี จำนวน 10 ล้านบาท”

โดยเฉพาะพอร์ตการลงทุนเพื่อ “เป้าหมายระยะยาว” ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป อย่าง “พอร์ตเพื่อการเกษียณ” ข้างต้นเป็นพอร์ตการลงทุนที่ทุกคนควรจะมีไว้ เพราะระยะเวลาที่นาน จะทำให้สามารถจัดพอร์ตการลงทุนได้หลากหลาย และรับความเสี่ยงได้มากกว่า “เป้าหมายระยะสั้น” ซึ่งทำให้การลงทุนเกิดประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทำผลตอบแทนได้มากขึ้น และยังเป็นการลดความผันผวน ทำให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้เร็วขึ้น

2. ก่อนจัดพอร์ต…ต้องเข้าใจระดับความเสี่ยงของตัวเองก่อน

การทำความเข้าใจความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการจัดพอร์ตลงทุน เพราะคนเรารับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ซึ่งระดับความเสี่ยงที่รับได้ มีผลต่อการคาดหวังผลตอบแทน
รับความเสี่ยงได้สูงก็มีโอกาสคาดหวังผลตอบแทนได้สูง ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็จะไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละคน

ทั้งนี้หากเราทำความเข้าใจระดับความเสี่ยงของตัวเองแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรจะจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ไหน? สัดส่วนเท่าไหร่? ทาง TMB มีบริการ “TMB Smart Port” บริการจัดพอร์ตการลงทุนครบวงจร โดยมืออาชีพที่จะเสนอพอร์ตกองทุนสำเร็จรูปตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับผู้ลงทุนแต่ละระดับไว้แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบพอร์ตโมเดล ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Averse)

รับความเสี่ยงได้น้อยที่สุด จึงเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น ตราสารหนี้, พันธบัตร, ตั๋วเงินคลัง

2. รับความเสี่ยงได้น้อย (Conservative)

รับความเสี่ยงได้ในระดับสูงขึ้น แต่ยังคงต้องการความมั่นคงในระดับสูง จึงเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำในสัดส่วนที่มาก ผสมผสานกับความเสี่ยงปานกลางเล็กน้อย เช่น ตราสารหนี้ ผสมกับ กองทุน, หุ้นบางส่วนประมาณ 20%

3. รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Balanced)

สามารถรับความเสี่ยงได้ดี แต่ยังคงต้องการความมั่นคง เพื่อลดความผันผวนลง จึงเหมาะกับการลงทุนแบบผสมผสานระหว่าง สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ, ความเสี่ยงปานกลาง และ ความเสี่ยงสูงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เช่น ตราสารหนี้ ผสมกับ กองทุน, หุ้น ในอัตรา 50:50

4. รับความเสี่ยงได้สูง (Advanced)

รับความเสี่ยงได้สูง และมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงเหมาะกับการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลาง-สูง เช่น กองทุน, หุ้น โดยยังคงตราสารหนี้ไว้ในสัดส่วนน้อย ประมาณ 30% เผื่อกรณีความผันผวนในตลาดหุ้น

5. รับความเสี่ยงได้สูงมาก (Aggressive)

ไม่กลัวความเสี่ยง มุ่งหวังผลตอบแทนในระดับสูงสุด โดยไม่กลัวความผันผวนของตลาดหุ้น จึงเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลาง-สูง เช่น กองทุน, หุ้น, หุ้นต่างประเทศ เพียงอย่างเดียว

3. ก่อนจัดพอร์ต…ต้องเข้าใจว่าคาดหวังผลตอบแทนได้แค่ไหน?

เมื่อรู้เป้าหมายและเข้าใจความเสี่ยงของตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อมาในการจัดพอร์ตคือการเลือกหน่วยลงทุนให้เหมาะสมกับตนเอง หลักการง่ายๆ ก็คือ High Risk = High Return ยิ่งหน่วยลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมาก ยิ่งมีโอกาสทำผลตอบแทนได้มากเช่นกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรารับความเสี่ยงมันได้หรือไม่?

ซึ่งการลงทุนใน “กองทุนรวม” ก็จะมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้, กองทุนรวมหุ้น หรือ กองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ละแบบก็จะมีความคาดหวังในการสร้างผลตอบแทนและความเสี่ยงต่างกันไป แต่ปัญหาก็คือแล้วเราจะเลือกยังไง กองทุนไหนดีล่ะ

โดยปัญหานี้ทาง TMB จัดให้! โดยการจัดพอร์ตกองทุนมาให้เสร็จสรรพแล้ว ทำให้เราไม่ต้องมานั่งปวดหัว เลือกด้วยตนเอง ว่าควรลงทุนในกองทุนไหนดี บลจ.ไหนดี และกองไหนจะให้ผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังหรือไม่?

เพราะ “TMB Smart Port” คัดกองทุนดีๆ ทั้งใน ละต่างประเทศจากบลจ. ชั้นนำมาจัดเป็นพอร์ตตามความเสี่ยงและเลือกผลตอบแทน ตามความคาดหวังที่เราต้องการได้เลย

4. ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี? เรามีคำตอบ

มาถึงตรงนี้… ถ้ายังไม่แน่ใจกับ การตั้งเป้าหมาย, ยังไม่แน่ใจความเสี่ยง และ ยังไม่รู้ว่าพอร์ตแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเองที่สุด “บริการจัดพอร์ต TMB Smart Port”  จะเป็นตัวช่วยที่ตอบทุกโจทย์การลงทุนแบบครบวงจร คัด/จัด/ปรับ โดยมืออาชีพให้กับคุณ

ด้วยบริการแบบ Total Solution “TMB Smart Port” มาพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาดูแลจัดการพอร์ตให้เรา ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกกองทุนชั้นดีที่เหมาะสมกับการลงทุน, จัดกองทุนเข้าพอร์ตสำเร็จรูป และปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงและสถานการณ์ปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นสำหรับการลงทุนระยะยาว

ตอบโจทย์หลายคนที่อยากลงทุนในกองทุนรวม แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดพอร์ตอย่างไร ไม่มีเวลามาคอยดูสภาวะตลาด แต่อยากให้เงินงอกเงยได้ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ โดยให้คุณเข้าถึงบริการจัดพอร์ตด้วยเงินลงทุน เริ่มต้นเพียง 100,000 บาทเท่านั้น โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ซึ่งโดยปกติแล้ว บริการดังกล่าวหากเป็นที่อื่น ๆ จะมีให้เฉพาะลูกค้าที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น!

จุดเด่นของ “TMB Smart Port” นอกจากจะมีพอร์ตการลงทุนให้เราเลือกตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคนถึง 5 โมเดลแล้ว ยังช่วยให้เราหมดความกังวลในสภาวะตลาดที่ผันผวน เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยปรับสัดส่วนพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์ตลาดในทุกไตรมาส เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มากขึ้น และเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สาขาทีเอ็มบีทั่วประเทศ และ https://www.tmbbank.com/tmbadvisory/tmbsmartport
หรือ TMB Investment Line โทร. 1558 กด #9

Facebook Comments
SHARE
Advertorial Team
เริ่มลงทุนวันนี้ เพื่ือชีวิตที่ดีในอนาคต "INVEST WELL, LIVE WELL"